"ไทย-พม่า" ถกร่วมมืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ข้ามพรมแดน
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมมือกับกรมป่าไม้ ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้มีความร่วมมือในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงมีการจัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการขึ้น และลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดูการบริหารจัดการทั้งเรื่องป่าและสัตว์ป่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ถึงความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า ของทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้พม่า (Dr.Nyi Nyi Kyaw)เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากพม่า คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าหน้าที่จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมณี ผู้แทนองค์กรระหว่างระเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติไทย(IUCN) และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประจำประเทศไทย (WWF) เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ในกรุงเทพและศึกษาดูงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง นายเชิดชัย นายเชิดชัย จริยะปัญญา ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาบ้านโป่ง)นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี)นายวัฒนา พรประเสริฐ ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติฯนายเมธา สันติกุล ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ฯลฯ
ดร.ทรงธรรม สุงสว่าง ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้าคณะของประเทศไทย กล่าวว่าผลการหาความร่วมมือในการจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วมกันทั้งประเทศไทย และสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรหมแดนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ตลอดจนประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรของทั้งไทยและพม่า รวมทั้งแสวงหาเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยจากการการนำคณะของอธิบกรกรมป่าไม้ จากสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ลงมาในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทั้งในส่วนของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และอุทยานแก่งกระจาน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มป่าแก่งกระจาน ที่กำลังมีการนำเสนอให้ขึ้นเป็นมรดกโลก โดยทางฝ่ายของอธิบดีกรมป่าไม้ พม่า ได้ทราบถึงการจัดการของอุทยานแห่งชาติ ทั้งเรื่องของการอนุรักษ์ป่า และสัตว์ป่า ตลอดจนการจัดการเรื่องระบบนิเวศ ซึ่งก็จะส่งผลให้ในอนาคตทั้งเมียนมาร์และประเทศไทย จะได้ร่วมมือกันในการอนุรักษ์ป่า และสัตว์ป่าร่วมกัน
พร้อมกันนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำคณะอธิบดีกรมป่าไม้ของเมียนมาร์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆเดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รับฟังการบริหารจัดการพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทั้ง 2 แห่งทั้งเรื่องของการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ การดูแลเรื่องพื้นทีป่า การดูแลจัดการเรื่องระบบนิเวศ และเรื่องสัตว์ป่า รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การแก้ปัญหาคนกับช้างตามแนวพระราชดำริ จากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอุทยานแห่งชาติ กุยบุรี และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
ในครั้งนี้อธิบดีกรมป่าไม้ ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ของเมียนมาร์ ได้รับทราบถึงปัญหา และการแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่า เมื่อในอดีตจนเกิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และยังได้ยอมรับถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าจนส่งผลให้ผืนป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์มีทั้งช้างป่า และกระทิงจำนวนมากที่ออกมาหากินในผืนป่าแห่งนี้ อีกทั้งจากการที่ทั้งหมดได้เห็นสัตว์ป่าที่ออกมาหากินในพื้นที่ต่างยอมรับว่าการจัดการบริหารในเรื่องของป่าและสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ นั้นมีการจัดการบริหารที่ดี
Dr.Nyi Nyi Kyaw อธิบดีกรมป่าไม้ สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ กล่าวว่าต้องการทำความร่วมมือกับประเทศไทย ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองระหว่าง 2 ประเทศร่วมกันเพื่อการอนุรักษ์ เนื่องจากทางฝั่งเมียนมาร์มีอุทยานแห่งชาติทะยินทะยี ซึ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ อยู่บริเวณตรงข้ามกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีสภาพผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในส่วนของตรงข้ามกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี นั้นได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนมีแนวคิดในอนาคตจะประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเช่นกัน อธิบดีกรมป่าไม้เมียนมาร์ ยังยอมรับในหลักการจัดการในเรื่องของระบบนิเวศวิทยาและเรื่องสัตว์ป่า นอกจากนั้นแล้วมีความเชื่อว่าสัตว์ป่าได้มีการเคลื่อนย้ายจากประเทศพม่ามาฝั่งไทย และจากฝั่งไทยไปฝั่งพม่าหรือบางครั้งอยู่บริเวณแนวเขตแดนของทั้งไทยและพม่า โดยมีความเชื่อมั่นว่าทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ของเมียนมาร์ และกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า พันธุ์พืช ของประเทศไทย หากทำงานด้านการอนุรักษ์ร่วมกันก็จะส่งผลให้การจัดการในด้านการอนุรักษ์ทรัพย์กรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ถือเป็นโอกาสดีในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ไทยกับพม่า ถึงแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นก็ตาม แต่เชื่อว่าในอนาคตหากทั้งสองประเทศร่วมมือกันจะส่งผลให้การดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น





