อสย.จ่อเซ็นสัญญาขายยางล็อตที่2ภายในเดือนก.ย.นี้ เผยรัฐใช้เงินพยุงราคายางช่วง3ปีที่ผ่านมาเกือบ6หมื่นล้าน
แหล่งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค ที่ผ่านมา นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) ได้มีการลงนามในสัญญาจำหน่ายยางล็อตแรกแล้วจำนวน 100,000 ตัน โดยราคายางแท่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 58 บาท ส่วนยางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 62 บาท ให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศแล้ว ส่วนยางในสต็อกที่เหลืออยู่ทาง อ.ส.ย.จะแบ่งจำหน่ายเป็นล็อตที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองราคากับผู้ซื้อ เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การระบายยางในสต็อกมีทั้งสิ้น 2.1 แสนล้านตัน เมื่อลงนามขายแล้ว 1 แสนตัน ก็จะเหลืออีกประมาณ 1.2 แสนตันนั้น เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการเสนอซื้อเข้าโดยให้ราคาสูงกว่ารายแรก ซึ่งอ.ส.ย. กำลังพิจารณาวิธีการระบาย มีความเป็นไปได้ว่าเพื่อให้สอดรับกับมติคสช.
ทั้งนี้ อ.ส.ย. คาดว่าจะขายยางล็อตที่ 2 ได้ในราคาดีกว่าดีกว่าล็อตแรก เนื่องจากพบว่าเอกชนที่เข้ามาเจรจาขอซื้อยางจากภาครัฐ ต่างเสนอซื้อเข้ามาในราคาสูงๆและในปริมาณมากกว่าที่ ทางอ.ส.ย.คาดไว้ โดยคาดว่าน่าจะมีการเซ็นสัญญาจำหน่ายยางล็อตที่ 2 ได้ภายในสัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากการระบายยางในสต็อกรัฐบาลได้ทั้งหมดแล้ว อ.ส.ย.คาดว่าจะทำให้โครงการรับซื้อยางพาราโดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมาขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท จากจำนวนเงินที่ใช้ดำเนินโครงการไปรวมทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท
นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการอ.ส.ย. กล่าวว่าอ.ส.ย. พร้อมส่งมอบยางพาราให้แก่ผู้ซื้อ ภายในกำหนดระยะเวลา 30 วันได้ นับตั้งแต่วันเซ็นสัญญา เนื่องจากยางทั้งหมด 208,000 ตัน ในโครงการอยู่โกดังกลาง เท่ากับอยู่ในมือของรัฐทั้งหมด พร้อมส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที ซึ่งวิธีการปฏิบัติคร้ังนี้ต่างจากโครงการยางในอดีตที่ผ่านมาที่เก็บยางไว้กับเอกชนจนเกิดปัญหาการลักลอบนำยางไปหมุนเวียนขายก่อน และทำให้ยางของรัฐสูญหาย
สำหรับราคายางในประเทศเคยสูงสุดกิโลกรัมละ 180 บาท เมื่อปีการผลิต 2553/54 จากนั้นก็ทยอยร่วงลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 50 บาทในปัจจุบัน หากนับเม็ดเงินที่รัฐบาลช่วง 3 ปีที่ผ่านมาปี2554-2556 ใช้พยุงราคายางพารารวมประมาณ 59,938 ล้านบาท ประกอบด้วย1.โครงการสร้างศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือโครงการรับซื้อยางของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท เฉพาะส่วนขาดทุนของโครงการนี้ ที่อ.ส.ย.คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท
2.โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตให้แก่ชาวสวนยางใช้เงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท 3. การยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยาง(เงินเซส)ประมาณ 2,000 ล้านบาท และ 4.โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่สถาบันเกษตรและผู้ประกอบการยาง ที่คสช. อนุมัติงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยไว้ 5,938 ล้านบาท
ทั้งนี้ อ.ส.ย. คำนวณว่างบประมาณที่รัฐทุ่มไปทั้งหมด 47,938 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพยุงราคายางทั้งหมด หากทำให้ราคายางในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ล้านบาท ดังนั้นหากจะชดเชยเม็ดเงินที่รัฐทุ่มไปพยุงราคายางให้ได้ทั้งหมด ราคายางในวันนี้จะต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยกิโลกรัมละละ16 บาท จากปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 52 บาท ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 68 บาท
ทั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการจัดการสินค้ายางของประเทศช่วงที่มา คือ รัฐบาลไม่ได้ส่งผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาดูแลยาง เพราะในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา เปลี่ยนรัฐมนตรีที่ดูแลยางพารามาแล้วอย่างน้อย 4 คน เฉลี่ยแล้วรัฐมนตรีแต่ละคนมีเวลาดูแลสินค้ายางเพียง 6 เดือน จนไม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารอย่างจริงจัง มีส่วนสำคัญทำให้ไม่สามารถบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ำได้จนถึงทุกวันนี้






