ย้อนคดีฉกมือถือบนรถไฟ

(รายงาน) ย้อนคดีฉกมือถือบนรถไฟ กับปริศนา"กลับคำให้การ"
ความหวาดผวาของสังคมจากคดีอดีตพนักงานประจำตู้รถไฟข่มขืนและฆ่าเด็กหญิงวัย 13 ปีอย่างโหดเหี้ยมยังไม่ทันซา ก็มาเกิดเหตุขโมยโทรศัพท์มือถือและเงินสดของผู้โดยสารบนรถไฟ ฉุดรั้งความรู้สึกเรื่องความปลอดภัยในการโดยสารบนขบวนรถไฟให้ตกต่ำลงไปอีก
คดีขโมยทรัพย์สินผู้โดยสาร ไม่เพียงสร้างความหวาดผวาเท่านั้น แต่คดีที่เกิดขึ้นยังมีลึกลับซับซ้อน ทิ้งปริศนาให้ขบคิดด้วยกันหลายประเด็น
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณตีสามย่างเข้าตีสี่ ขณะที่รถไฟขบวนกรุงเทพฯถึงสุไหง โก-ลก จ.นราธิวาส เดินทางมาถึงช่วงสถานีสุราษฎร์ธานีกับสถานีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่ตู้โดยสารที่ 10 ขบวนตู้นอนชั้น 2 ได้เกิดเหตุคนร้ายได้ขโมยโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง และเงินสดราวๆ 2,500 บาทของผู้โดยสาร 9 คนที่นั่งอยู่ในตู้โดยสารดังกล่าวแล้วหลบหนีไป
หลังเกิดเรื่อง กลุ่มผู้เสียหายซึ่งกว่าครึ่งเป็นทหารพราน สังกัดทหารพรานที่ 11 กองทัพภาคที่ 1 ฉก.นราธิวาส ตั้งข้อสังเกตว่า อาจถูก "มอมยา" เพราะการเดินทางในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเวลารถไฟวิ่งจะสั่นสะเทือนจนทำให้นอนไม่หลับ
ขณะที่โทรศัพท์มือถือที่ถูกขโมยไปนั้นคนร้ายถอดซิมการ์ดทิ้ง ทำให้คดีมีความซับซ้อนมากกว่าการเป็นคดีขโมยทรัพย์สินธรรมดา แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยคือ ขบวนรถที่เกิดเหตุนั้นอยู่ถัดจาก "เลดี้โบกี้" หรือตู้สำหรับผู้หญิงและเด็ก ที่การรถไฟทำขึ้นเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในการโดยสารรถไฟ
คดีนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตื่นตัวมากเป็นพิเศษเพราะเคยมีบทเรียนจากคดีก่อนหน้านี้ โดยมีการประสานขอให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้ามาช่วยสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ
ผ่านไปเพียง 10 วัน พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.จิรพงศ์ รุจิรดำรงศ์ชัย รอง ผกก.6 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน กก.6 บก.ป. สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุมาได้ คือ นายอุสมาน หรือ สมนึก อาดัม อายุ 19 ปี สัญชาติปากีสถาน พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายบนรถไฟ 2 เครื่อง ซิมการ์ด 3 อัน บัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ
โดยจับกุมตามหมายจับศาลอาญาที่ 1411/2557 ลงวันที่ 16 ส.ค.2557 ในข้อหา "ลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ (รถไฟ) ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร" ได้ที่ปากซอยคลองหลวง 50 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
เบื้องหลังการสืบสวนจนสามารถสาวถึงผู้ต้องหารายนี้ได้ คือ พฤติกรรมการก่อเหตุ ซึ่งพบว่า ในบรรดาผู้โดยสารทั้งหมด 32 คน ผู้โดยสารที่ถูกขโมยทรัพย์สินจะมีที่นั่งอยู่ส่วนท้ายสุดของโบกี้ อีกทั้งขบวนรถจะมีการปิดประตูหัวและท้ายขบวนในเวลา 22.00 น.
ดังนั้นผู้ต้องสงสัยน่าจะเป็นผู้โดยสารด้วยกันและต้องมีที่นั่งอยู่ช่วงท้ายสุดของโบกี้เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ ของผู้โดยสาร เเละพนักงาน
เมื่อกลุ่มผู้ต้องสงสัยแคบลง ประกอบกับการสืบสวนทางเทคโนโลยีก็ทำให้สามารถสาวไปถึงตัวนายอุสมานได้ในที่สุด พร้อมกับการขยายผลจนสามารถยึดกลางโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาเพิ่มเติมอีก 2 เครื่อง
ขณะที่ข้อสันนิษฐานเรื่องการ "มอมยา" ก็ได้รับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จนคลี่คลายหายสงสัย โดย พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา สบ 10 ได้นำปัสสาวะของผู้โดยสารในโบกี้ดังกล่าวไปตรวจสอบ ไม่พบสารเคมีใดๆ
ส่วนการตรวจสอบผ้าห่ม ปลอกหมอน ผู้ปู ผ้าม่าน ในโบกี้ดังกล่าว ทั้ง 40 ชุด ก็ไม่พบสารเคมีเช่นเกียวกัน จึงสามารถยืนยันได้ว่าไม่มีการวางยาผู้โดยสารในรถไฟอย่างแน่นอน!
กระนั้นก็ตามคดีที่ดูเหมือนจะปิดสำนวนได้ไม่ยากเย็นกลับทิ้งปริศนาให้ค้างคาใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับคำรับสารภาพของนายอุสมานที่มี "พิรุธ" มากมาย
หากจำกันได้ในการแถลงข่าว นายอุสมาน รับว่า ชื่ออุสมาน นามสกุล อาดัม เป็นชาวปากีสถาน แต่เมื่อตรวจสอบประวัติแล้วกลับพบว่า แท้ที่จริงแล้วเขาเป็น "ชาวพม่า" ชื่อ "อุสมาน โอมาซาส"
เขาอ้างว่า เป็นชาว อ.แม่สอด จ.ตาก มาขึ้นรถไฟที่สถานีหัวลำโพงเพื่อเดินทางไป จ.ยะลา ไปนำเสื้อผ้ามือสองเข้ามาขายที่กรุงเทพฯ ระหว่างอยู่ที่สถานีหัวลำโพงได้พบกับนายอับดุลเลาะ สาหะ เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนจึงได้โดยสารรถไฟมาด้วยกัน
ผู้ต้องหารายนี้ยังอ้างด้วยว่า นายอับดุลเลาะเป็นผู้วางแผนและลงมือขโมย ส่วนเขานั้นนั่งดูต้นทาง หลังก่อเหตุแล้วได้นั่งรถต่อไปถึงจ.ยะลา จึงลงจากรถไฟ วันต่อมาก็นัดเจอกัน และนายอับดุลเลาะก็แบ่งโทรศัพท์มือถือให้ 2 เครื่อง และเงิน 2,000 บาท ส่วนโทรศัพท์ของกลางที่เหลืออยู่บ้านของนายอับดุลเลาะ ย่านมีนบุรี
ตำรวจไม่เชื่อในคำให้การของผู้ต้องหารายนี้อยู่ก่อนแล้ว และเมื่อวันนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพผู้ต้องหาก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยให้รายละเอียดราวกับเป็น "หนังคนละม้วน"
เขาปฏิเสธภายหลังถูกนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ได้ขโมยโทรศัพท์ โดยอ้างว่า เดินทางเพียงลำพัง ไม่ได้มีใครไปด้วย
"ไม่ได้ลักทรัพย์ แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีตลาดนัด จึงซื้อโทรศัพท์มือถือมา 4 เครื่อง"
ส่วนในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพนายอุสมานก็ให้การวกไปวนมา ขัดแย้งกับที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
พ.ต.อ.ธีรเดช ระบุว่า จากการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ พบว่า นายอุสมาน โอมาซาส ตามหนังสือเดินทางระบุสัญชาติพม่า ไม่ใช่ปากีสถาน ตามที่ได้เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนของคำให้การที่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไว้นั้นก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรก็ได้ แต่พนักงานสอบสวนก็มั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ว่าสามารถจะเอาผิดกับผู้ต้องหาได้
"โทรศัพท์มือถือที่ยึดไว้ได้มาจากบ้านเช่าไม่มีเลขที่ของผู้ต้องหา ที่ย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่โดยสารรถไฟในวันเกิดเหตุ"
พ.ต.อ.ธีรเดช บอกด้วยว่า ส่วนนายอับดุลเลาะ ที่ผู้ต้องหาอ้างว่าร่วมกระทำผิดนั้นเชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ดี ชุดสืบสวนจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และชื่อที่ใช้ในการจองตั๋วรถไฟย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบประวัติการเดินทางก่อนจะติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป







