วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติแล้ง'เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์'หวั่นน้ำไม่พอช่วยชาวนา

ผวาวิกฤตภัยแล้ง หลังน้ำไหลเข้า2เขื่อน"ภูมิพล-สิริกิติ์"น้อย หวั่นน้ำไม่พอช่วยชาวนา ลุ้นพายุเข้าได้กักเก็บน้ำ

นายพิสุทธิ์ โชคคติวัฒน์ ผู้อำนวยกาเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้าฤดูฝนปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนอย่างน้อยกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่กลับเข้ามาเพียงแค่ 100 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ถือว่าน้ำเข้าเขื่อนช้าและระดับน้ำก็ต่ำกว่าปีที่แล้วเกือบ 1 เมตร โดยปีนี้ความจุน้ำในเขื่อนอยู่ที่ 4,251 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในวันเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 4,431 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป จะต้องมีการประสานงานกับกรมชลประทาน รวมทั้งเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและลดจำนวนการปลูกข้าวนาปรังลง หรือ ชะลอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เหมือนอย่างเช่นปีที่แล้วที่มีการปลูกข้าวนาปรังจำนวนมาก ซึ่งทางเขื่อนต้องมีการปล่อยน้ำลงมาช่วย แต่ปล่อยเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอทำให้น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ไปถึงกรุงเทพฯนั้นมีปริมาณน้ำน้อย เกิดภาวะน้ำเค็มดันเข้ามาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม น้ำประปากลายเป็นน้ำกร่อย เป็นปัญหาหนักสำหรับผู้ใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งปีนี้ก็อาจจะเกิดลักษณะเดียวกัน ถ้าไม่มีการเตือนเกษตรกรและผู้ใช้น้ำให้ระมัดระวังในเรื่องนี้

"มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดภัยแล้งขึ้นได้ แต่ยังไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติเพราะปัจจุบันยังอยู่ในช่วงฤดูฝนอยู่ ช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึงจะยืนยันได้แน่นอนว่าวิกฤติหรือไม่ เพราะเป็นช่วงที่หมดฤดูฝน หมดน้ำที่เข้าเขื่อน ก็จะวัดว่าปริมาณน้ำในเขื่อนเหลืออยู่เท่าไหร่ นั่นคือต้นทุนน้ำทั้งหมดที่มีและหลังจากนั้นก็จะมีการบริหารจัดการการใช้น้ำเฉลี่ย ให้ถึงฤดูฝนถัดไป ปัจจุบันยังมีน้ำเข้าเขื่อน เพียงแต่ยังน้อยกว่าปีที่แล้วเท่านั้น"นายพิสุทธิ์ กล่าว

นายพิสุทธิ์ กล่าวว่า จากต้นทุนน้ำที่มีก็จะมีการทยอยปล่อยโดยเฉลี่ย เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้ตลอดทั้งปี โดยค่อยๆปล่อยน้ำไปทีละน้อย ทางกรมชลประทานจะมีการคำนวนให้ว่าจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ ควรจะมีการปล่อย ในแต่ละวันปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันปล่อยอยู่ที่ประมาณ 8-10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เมื่อถึงช่วงน้ำมาก ก็จะมีกลายปล่อยมากขึ้น ตามปริมาณน้ำที่มีและน้ำที่เข้าเขื่อน หากไม่ทำการบริหารจัดการเช่นนี้ก็จะไม่เพียงพอสำหรับใช้สอยได้ตลอดทั้งปี และเกิดภาวะวิกฤติน้ำ ภัยแล้งที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้น

"ต้องดูไปอีกสักระยะว่าจะมีพายุฝน หย่อมความกดอากาศ หรือไต้ฝุ่น เข้ามาหรือไม่ หากมีเข้ามาก็ถือว่าโชคดีจะมาช่วยเติมปริมาณน้ำในเขื่อนได้ ทำให้มีปริมาณเพียงพอ การบริหารจัดการก็จะดีขึ้น ถ้าน้ำมากก็จะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้บางส่วน ขอให้เข้ามาสักลูกหนึ่ง ซึ่งในปีที่แล้วไม่มีเข้ามาเลย ปีนี้ก็ดูท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยมีเช่นกัน ก็ต้องมาดูกันต่อไป ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมอาจจะมีหลงเข้ามาก็ได้"นายพิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.สุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อน มีประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 800-1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้น้ำเข้าเขื่อนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก หากเป็นเช่นนี้ไปจนถึงหมดฤดูฝน คาดว่าจะมีน้ำกักเก็บน้อยมาก ไม่ถึง 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร มีผลกระทบต่อการทำนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำที่จะปล่อยเพื่อการทำนาต้องมีอย่างน้อยปีละ 5,000-6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้ก็คาดว่าจะต้องแล้งแน่นอน ถึงตอนนี้มีน้ำใช้งานในเขื่อนอยู่แค่ ร้อยละ 13 ของความจุเขื่อนเท่านั้น

"ปีที่แล้วมีน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้งหมดประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้ก็คาดการณ์ว่าน่าจะไม่แตกต่างกันมาก ปัจจุบันมีน้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร มีแนวโน้มว่าจะค่อนข้างแล้งใกล้เคียงกันกับปีที่แล้ว หรือแล้งกว่าไม่มากนัก ได้แต่ภาวนาว่า อีก 2 เดือนที่เหลือ ให้อย่างน้อยมีน้ำเข้า เดือนละ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็น่าจะพอถูไถไปได้ ขณะยังมีการปล่อยน้ำวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการทำนาในแถบภาคกลางที่มีฝนตกน้อย แต่ถ้าอีก 1-2 สัปดาห์มีฝนตกในพื้นที่ใต้เขื่อน ในภาคกลาง พอสมควรก็จะค่อยงดปล่อยน้ำ และเริ่มเก็บสะสมน้ำในเขื่อนได้เต็มที่" ดร.สุเทพ กล่าว

ดร.สุเทพ กล่าวว่า ทางเขื่อนสิริกิติ์ กับทางกรมชลประทาน มีการหารืออย่างใกล้ชิดติดสถานการณ์กันอยู่ตลอด โดยสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ จะมีการสรุปสถานการณ์เบื้องต้นว่าจะมีปริมาณน้ำเท่าไหร่ เพื่อจะได้นำตัวเลขไปเปิดเผยกับประชาชนให้รับทราบข้อมูลได้ว่าจะมีน้ำใช้สอยได้มากน้อยขนาดไหน และจะต้องเตรียมตัวรองรับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นนี้อย่างไรบ้าง จะปล่อยให้ถึงวันที่หมดน้ำเข้าเขื่อน แล้วค่อยมาคุยคงสายเกินไป จะต้องมีการประชุมหารือ เพื่อเตรียมแผนรองรับเป็นระยะ

ส่วนมาตรการรองรับ ทางกรมชลประทานกับกรมวิชาการเกษตร ได้มีการหารือในมาตรการการแบ่งสรรปันน้ำ ใช้สอยให้พอเพียง มีการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย แบ่งจัดสรรพื้นที่การปลูกและพื้นที่การชลประทาน และเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนสิริกิติ์ เข้าไปร่วมหารือ รับฟังบทสรุป การแบ่งสรรปันน้ำและปริมาณการปล่อยน้ำในแต่ละช่วง

"เบื้องต้นนาข้าวอาจจะยังทำได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่เต็มร้อยอย่างที่ชาวบ้านต้องการแน่นอน เช่นนาปี อาจจะทำได้ แต่นาปรังอาจจะต้องยุติการทำนาไว้ก่อน หรือทำนาน้อยลงแล้วหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ตามที่ทางกรมวิชาการเกษตรแนะนำ" ดร.สุเทพ กล่าว

ดร.สุเทพ กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมครั้งใหญ่หารือร่วม ผู้ใช้น้ำ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จากทั้งลุ่มน้ำปิงเขื่อนภูมิพลและลุ่มน้ำน่าน เขื่อนสิริกิติ์ จะเข้ามาหารือเรื่องผลกระทบเป็นคณะใหญ่ เอาปัญหามาพูดคุย สรุปว่าจะแบ่งสรรอย่างไรให้ยุติธรรมที่สุดต่อไป และท้ายสุดก็จะส่งเรื่องข้อสรุปทั้งหมดให้รัฐบาลนำไปดำเนินการต่อไป

กระนั้น ทั้งสองลุ่มน้ำ ทั้งลุ่มน้ำปิง เขื่อนภูมิพล และลุ่มน้ำน่านเขื่อนสิริกิติ์ เมื่อประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบไปถึงน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลกระทบต่อมวลรวมผู้ใช้น้ำทั้งประเทศ ต้องมีการบริหารจัดการรองรับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ