วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แพทยสภาเอาผิดหมอ-คลีนิครับทำอุ้มบุญ

แพทยสภาเรียกประชุม14ส.ค.เอาผิด"หมอ-คลีนิค"รับทำอุ้มบุญ คาดใช้เวลา 6 เดือนในการพิจารณา

นายแพทย์สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทยสภาได้รับการประสานสอบถามในเรื่องนี้จึงต้องชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่าแพทยสภามีกฎหมายที่ควบคุมซึ่งเป็นกติกาในทำงานและการบริการด้านการอุ้มบุญแทนคือประกาศแพทยสภา ปี 2540 และฉบับแก้ไขปี 2545 สาระสำคัญคือ 1.การดำเนินการต้องไม่เป็นการซื้อขายไข่หรืออสุจิ 2.ต้องไม่มีการจ้างหรือให้ค่าตอบแทน และ 3.ผู้รับอุ้มบุญต้องเป็นญาติโดยสายเลือด ยืนยันว่ามีกฎหมายที่ควบคุมชัดเจนแต่ยอมรับว่ามีการละเมิดกันเกิดขึ้นจริงเหมือนที่เป็นประเด็นข่าวในขณะนี้ ส่วนที่มีชาวต่างชาติขอให้มีการรับอุ้มบุญนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาดูว่าเข้าเงื่อนไขที่ประกาศฯกำหนดไว้หรือไม่ ต้องดูว่าเป็นญาติหรือไม่หรือรับอุ้มท้องโดยไม่มีจ้างหรือให้ค่าตอบหรือไม่

เมื่อถามว่าหากกระทำผิดเงื่อนไขของประกาศแพทยสภาจะมีบทลงโทษอย่างไร นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า หากพบว่าแพทย์กระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นแพทย์สูตินรีแพทย์หรือขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพหรือราชวิทยาลัยเรื่องเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ แต่ถ้าไปจ้างบุคคลให้รับอุ้มบุญก็ผิด แต่ในส่วนของผู้ที่รับอุ้มบุญนั้นขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายที่จะลงโทษเพราะอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมาย แต่ถ้าจะเอาผิดกับพ่อแม่ต้องใช้กฎหมายอื่นพิจารณาดำเนินการ คิดว่าน่าจะมีช่องทางไปถึงจุดนั้นได้

เมื่อถามว่าแพทยสภาได้ข้อมูลสถานพยาบาลและแพทย์ที่ดำเนินการรับทำเด็กอุ้มบุญน้องแกมมีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วหรือยัง นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า ผู้มีอำนาจตรวจสอบคือกระทรวงสาธารณสุขที่จะส่งชื่อแพทย์และสถานพยาบาลมาที่แพทยสภาเพื่อดำเนินการเอาผิดหากมีการกระทำที่ผิดหลักเกณฑ์การอนุญาต ไม่น่าจะใช้เวลานาน สำหรับการเอาผิดแพทย์หรือสถานพยาบาลนั้นยังตอบไม่ได้ว่าจะรุนแรงถึงขั้นถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่ เพราะต้องนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรมการแพทยสภาในวันที่ 14 ส.ค.นี้ก่อน และคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบตามกระบวนการต่างๆนานประมาณ 6 เดือน ยืนยันว่าหากทำผิดก็ต้องลงโทษอย่างแน่นอนส่วนรุนแรงจะถึงขั้นใดนั้นก็ต้องหารือกันก่อน

เมื่อถามกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการอุ้มบุญเพื่อนำไปดำเนินทางทางวิทยาศาสตร์หรือใช้สเต็มเซลล์ เลขาฯแพทยสภา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวแต่เป็นความจริงหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่หากเป็นจริงถือว่าเลวร้ายมากเพราะเป็นการค้ามนุษย์ และจะมีความผิดคือตัวบุคคลที่นำเด็กไปทำการต่างๆ แม้เป็นชาวต่างชาติก็ต้องตรวจสอบเพราะถือเป็นการทำลายคน แต่ทั้งหมดยังเป็นสมมติฐานอย่าเพิ่งไปคิดถึงขั้นนั้น ซึ่งกรณีของเด็ก 9 คน หากมีพ่อชาวญี่ปุ่นคนเดียวกันนั้นถือว่าเป็นกรณีที่น่าเป็นห่วงเพราะยังตรวจสอบไม่ได้ว่าจะรับเด็กไปทำอะไร