วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หลากมุม'กฎหมายอุ้มบุญ'สุดท้ายเด็กต้องไม่ถูกกระทำ

หลากมุม'กฎหมายอุ้มบุญ'สุดท้ายเด็กต้องไม่ถูกกระทำ

(รายงาน) หลากมุม "กฎหมายอุ้มบุญ" สุดท้ายเด็กต้องไม่ถูกกระทำ

รายการบิสซิเนสทอล์ค ทางสถานีโทรทัศน์ NOW ช่อง 26 ตั้งวงถกปัญหา "อุ้มบุญ" โดยเชิญแพทย์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาแสดงความเห็นทางสังคม กฎหมาย และจริยธรรมต่อประเด็นปัญหาที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

กลายเป็นข่าวดังครึกโครมไปทั่วโลก หลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับการ "อุ้มบุญ" ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อชาวออสเตรเลียว่าจ้างหญิงไทยรายหนึ่งให้อุ้มท้องแทนกระทั่งได้ลูกแฝด แต่นำไปเฉพาะแฝดเพศหญิง ส่วนแฝดเพศชายมีอาการดาวน์ซินโดรมไม่ได้รับกลับไปด้วย หรือในกรณีล่าสุดกับการพบเด็กเล็ก 9 คนพร้อมพี่เลี้ยงในห้องพักคอนโดมิเนียม ซอยลาดพร้าว 130 ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นการอุ้มบุญแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

นพ.กำธร พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า บางครั้งเทคโนโลยีนั้นมีความก้าวหน้ามากจนวิถีทางหรือแนวทางการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นข้อกำหนด กฎหมาย วิ่งตามไม่ทัน

หากจะบอกว่าเรื่องดังกล่าวมีอุทาหรณ์สอนคนไทยในเรื่องใดนั้น ขอยกคำพูดของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียที่ระบุว่า "ปัญหาการอุ้มบุญในประเทศไทยที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ปัญหาของข้อกฎหมาย แต่มันเป็นปัญหาของแนวคิดด้านศีลธรรมมากกว่า"

นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (ผอ.สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสริมว่า เป็นเรื่องของการปกป้องคุ้มครองเด็ก ในฐานะที่ทำงานอยู่ในสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ ซึ่งไทยเป็นภาคีด้านอนุสัญญาสิทธิเด็ก เราต้องคำนึงถึงสิทธิของเด็กที่จะอยู่รอด และได้รับการส่งเสริม การพัฒนา และการมีส่วนร่วม ซึ่งบอกได้ว่าเรื่องนี้เด็กเป็น "ผู้ถูกกระทำ"

ส่วนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการดูแลเด็กนั้น นพ.กำธร ระบุว่า หากมองในมุมกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คนที่จะได้ชื่อว่าเป็น "แม่" ก็คือผู้ที่คลอด ซึ่งกฎหมายนี้บังคับใช้มาเป็นปกติและยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร แต่ในยุคปัจจุบัน ผู้ที่คลอดอาจจะไม่คลอดลูกของตัวเอง คลอดทารกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมเลย เช่น คนอุ้มทองอาจเป็นคนไทย แต่เด็กในท้องอาจเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะทำได้

นพ.กำธร กล่าวอีกว่า หากมองตามหลักความยุติธรรม เด็กที่คลอดออกมาไม่ว่าจะชาติอะไร ก็เป็นชีวิตเป็นเด็กเหมือนกัน มีสิทธิที่จะได้รับการดูแล ในฐานะของบุคคลเช่นเดียวกัน

"ทุกคนลองนึกสภาพเด็กที่มีหน้าตาไม่เหมือนกับแม่ที่อุ้มท้องเลย คลอดออกมาแล้ว นามสกุลก็เป็นของแม่ที่อุ้มท้อง เสร็จแล้วก็ยกเป็นบุตรบุญธรรมให้เจ้าของเซลล์สืบพันธุ์หรือเจ้าของเซลล์ไข่ เด็กคงอยู่ในสภาวะที่วางตัวลำบาก เพราะกลายเป็นลูกเลี้ยง จะอ้างสิทธิ์ก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่หน้าตาก็เหมือนพ่อแม่ พันธุกรรมก็เป็นของพ่อแม่บุญธรรม"

จะดีกว่าไหมแทนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมก็เป็นบุตรแท้ๆ ของพ่อแม่ที่แท้ๆ ที่มีพันธุกรรมเดียวกันจริงๆ นพ.กำธร ตั้งคำถาม แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าดูจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยปัจจุบัน ทารกที่เกิดมาต้องเป็นบุตรของคนที่อุ้มบุญ เป็นบุตรของคนที่คลอด ส่วนแม่ที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ ทั้งไข่และตัวอ่อน จะต้องจดทะเบียนเป็นลูกเลี้ยง เป็นบุตรบุญธรรม

ส่วนการเรียกร้องให้ผู้ว่าจ้างหรือคนที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เป็นผู้รับผิดชอบ นางระรินทรัพย์ และนพ.กำธร ต่างให้ความเห็นพ้องว่า ไม่สามารถให้ความชัดเจนในประเด็นนี้ได้ หากแต่ถามจากความรู้สึกแล้ว ภายใต้ข้อจำกัดเท่าที่ทราบ ดูเหมือนจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า ใครคลอดคนนั้นเป็นแม่ และหากคุณแม่อุ้มบุญไม่ดูแล เด็กคนนี้ก็ต้องเข้าสู่สถานสงเคราะห์ กลายเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่

"สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งแรก ที่เด็กทุกคนควรต้องมี สถานสงเคราะห์ขอให้เป็นสถานที่สุดท้าย ในทางเลือกที่จะแก้ปัญหานี้" นางระรินทิพย์ บอก

เขายังเห็นว่า กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ได้ยกร่างกฎหมาย ซึ่งได้ผ่านคณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก หรือให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมที่จะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ในเร็ววันนี้ โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ เรียกว่า "ร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์" หรือ ร่างกฎหมายอุ้มบุญ

นพ.กำธร กล่าวเสริมว่า ข้อแตกต่างของร่างกฎหมายฉบับนี้กับประกาศแพทยสภาอยู่ที่ "การรักษาสิทธิของเด็ก" เนื่องจาก กฎหมายได้ให้สิทธิแก่เจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ หรือเซลล์ไข่ สามารถเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีข้อดี ตรงที่จะทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ของเขาที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ คือ "พ่อแม่ที่แท้จริง"

แต่การมอบสิทธิให้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ กฎหมายจึงมอบหน้าที่และความรับผิดชอบมาด้วย ทำให้ต่อไปนี้ หากพ่อแม่เด็กกับคนอุ้มท้องมีปัญหา เช่นกรณีที่อาจเกิดจากความแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เด็กผิดปกติ คนที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ต้องร่วมรับผิดชอบ

นพ.กำธร ยังพูดถึงกรณีที่ประเทศไทยเป็นแหล่งการรับจ้างอุ้มท้องแทนว่า แพทยสภาตระหนักปัญหานี้มาตั้งแต่ต้น จะเห็นได้จากประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 1/2540 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้วที่ได้มองเห็นอนาคตแล้วว่า จะเกิดปัญหาในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

หลังผ่านไป 5 ปี โดยในปี 2545 แพทยสภาได้ปรับรายละเอียด มีการปิดช่องโหว่ประเด็นการซื้อขายในแง่ของการรับจ้าง แต่ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงประกาศของแพทยสภาที่บังคับใช้ได้เฉพาะแพทย์

ฉะนั้นสมมติว่าเกิดมีการซื้อขายโดยเลี่ยงว่าไม่ได้ทำโดยแพทย์ ประกาศแพทยสภาฉบับนี้ก็จะไม่มีผลบังคับ ทั้งที่ทราบกันดีว่า แพทย์อยู่ในกลไกที่อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งส่วนนี้ก็ได้พยายามผลักดันกันอยู่

อย่างไรก็ดี นพ.กำธร เห็นว่า ประเทศไทยมีจุดแข็ง คือ ความมีมิตรภาพและให้การดูแลชาวต่างชาติอย่างดี กระบวนการแพทย์ที่ดี ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ในราคาที่พอสมควร ส่วนจุดอ่อน คือ กฎหมายและการบังคับใช้ หรืออะไรที่ทำแล้วไม่ค่อยถูกต้องในประเทศอื่นก็จะหลบมาทำในประเทศไทย

"อะไรที่ยังเป็นข้อถกเถียง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า สิ่งที่จะทำนั้นเป็นเรื่องถูกหรือผิด หรือเกรย์โซน คือไม่ขาวไม่ดำ เมืองไทยจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด"

ส่วน นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ระบุว่า กติกาของแพทยสภามีความเข้มข้นอยู่แล้ว มีหลักสากลที่ได้วางกรอบไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้มีบทลงโทษ 4 ระดับ คือ 1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ภาคทัณฑ์ 3.พักใช้ใบอนุญาต และ 4.ยึดใบอนุญาต ซึ่งการตัดสินลงโทษ แพทย์และสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง จะไม่นำกระแสสังคมมาร่วมพิจารณาอย่างเด็ดขาด

นับว่าเป็นอีกประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนซึ่งคาบเกี่ยวทั้งในมิติกฎหมาย ศีลธรรม และการพาณิชย์ ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้าน รอบคอบ และรัดกุมให้มากที่สุด