background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'นอนเสียบขา-แย่งน้ำอาบ'ชีวิตหญิงไทยหลังกำแพงคุก

'นอนเสียบขา-แย่งน้ำอาบ'ชีวิตหญิงไทยหลังกำแพงคุก

(รายงาน) "นอนเสียบขา-แย่งน้ำอาบ" ชีวิตหญิงไทยหลังกำแพงคุก

จากเอกสารประกอบการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูประบบเรือนจำผู้ต้องขังหญิงและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 เรื่อง "ผู้ต้องขังหญิงล้น" ของสมาคมนักวิจัยประชากรและสังคม และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องขังหญิงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เพราะจำนวนผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ในเรือนนอนแออัดยิ่งกว่าปลากระป๋อง

การสำรวจตัวเลขผู้ต้องขังหญิงในประเทศ ช่วงกลางปี 2553 พบว่า ผู้ต้องขังหญิงมีจำนวน 29,175 คน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังหญิงในประเทศต่างๆ แล้ว ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังหญิงอยู่ในอันดับ 5 รองจากสหรัฐ (201,200 คน) จีน (84,600 คน) รัสเซีย (59,200 คน) และบราซิล (35,596 คน) ตามลำดับ

ทว่าเมื่อนำสถิติย้อนหลัง 5 ปี คือ ตั้งแต่เดือน ม.ค.2552 - ม.ค.2557 มากางดูจะพบว่า ผู้ต้องขังหญิงไทยมีมากขึ้นทุกปี จาก 26,387 คน เป็น 44,204 คน เพิ่มขึ้นถึง 17,817 คน กระทั่งล่าสุดพบว่าสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงต่อประชากรแสนคนสูงที่สุดในโลก

ขณะที่สถานที่คุมขังผู้ต้องขังหญิงเป็นการเฉพาะของกรมราชทัณฑ์มี 3 ลักษณะ ประกอบด้วย 1.ทัณฑสถานหญิงที่มีอยู่ทั่วประเทศ 7 แห่ง (ทัณฑสถานหญิงกลาง, ทัณฑสถานหญิงธนบุรี, ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา, ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก, ทัณฑสถานหญิงสงขลา, ทัณฑสถานหญิงชลบุรี, ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่)

2.สถานบำบัดผู้ต้องขังคดียาเสพติด 1 แห่ง (ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงธัญบุรี) และ3.ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยหญิง คือ เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์เตรียมการปล่อยตัวผู้ต้องขังหญิงเพียงแห่งเดียว ซึ่งสถานที่ดังกล่าวมีสภาพแออัดทุกแห่ง!

โดยในจำนวนผู้ต้องขังหญิง 44,204 คนนี้มีมากถึง 2 ใน 3 หรือราวๆ 32,762 คน ต้องโทษอยู่ในแดนหญิงซึ่งแยกพื้นที่เป็นพิเศษในเรือนจำชาย ทั้งที่เป็นเรือนจำกลาง เรือนจำจังหวัด และเรือนจำอำเภอ ส่วนที่เหลือ 1 ใน 3 อยู่ในทัณฑสถานหญิง

สภาพความแออัดของผู้ต้องขังหญิงนี้ไม่ใช่เพิ่งมาเริ่มศึกษากัน แต่ที่ผ่านมามีการศึกษามาแล้วหลายครั้ง ซึ่งผลการศึกษาจากหลายยุคหลายสมัยก็ไม่ต่างกันนั่นคือ ผู้ต้องขังหญิงมีความเป็นอยู่ในสถานที่ควบคุมอย่างยากลำบาก และมีความเหน็ดเหนื่อยในการดำเนินกิจวัตรประจำวันจากความแออัดที่เกิดขึ้น ยังไม่นับรวมกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

"ผู้ต้องขังต้องนอนตะแคงตัว ไม่สามารถนอนหงายได้ และมีการนอนหันเท้าชนกันในลักษณะของการ "เสียบขา" ให้สามารถนอนได้จำนวนมากขึ้น หากใครนอนดิ้นก็จะถูกรังเกียจหรือถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมห้องนอนได้ หรือหากลุกขึ้นไปเข้าส้วมก็จะทำให้ที่นอนหายได้ เพราะจะถูกคนอื่นขยายพื้นที่การนอนออกมา"

ข้างต้นคือส่วนหนึ่งจากหนังสือ ชีวิตที่ถูกลืม เรื่องเล่าของผู้หญิงในเรือนจำ ปี 2555 ซึ่งทุกวันนี้สภาพดังกล่าวก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น!

แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะกำหนดให้นักโทษแต่ละคนควรมีพื้นที่ 2.25 ตารางเมตรแต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเมื่อดูตารางกิจวัตรประจำวันของผู้ต้องขังแล้วก็พบว่า เป็นเวลาถึง 14 ชั่วโมง คือ ตั้งแต่เวลา 16.30 น.-06.30 น.ที่ผู้ต้องขังต้องอัดกันอยู่ในเรือนนอน

"สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาที่ต้องถูกขังในพื้นที่แคบๆ นั้นเลวร้ายลงไปอีก"

ถึงแม้ว่าทัณฑสถานหญิงกับแดนหญิงในเรือนจำชายจะมีสภาพความแออัดไม่แตกต่างกัน แต่หากเป็นการใช้พื้นที่ส่วนกลางแล้วกลับพบว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในทัณฑสถานหญิงนั้น สามารถแบ่งพื้นที่เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ได้หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็นห้องพยาบาล ห้องเรียน ห้องอาบน้ำ ลานตากเสื้อผ้า สนามกีฬา ห้องกิจกรรมเย็บเสื้อผ้า ทำตุ๊กตา ฯลฯ

ขณะที่แดนหญิงในเรือนจำชาย เรือนจำหลายแห่งใช้วิธีหมุนเวียน หรือแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางแดนอื่นๆ ในเรือนจำชาย ทำให้ผู้ต้องขังหญิงเข้าถึงพื้นที่สวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกยิ่งยากลำบาก

"การอาบน้ำกลับเป็นกิจวัตรที่อดีตผู้ต้องขังบางคนถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและสร้างความเครียดมากที่สุดแห่งวัน เพราะต้องแย่งชิงน้ำที่มีค่อนข้างน้อย และยังมีการจำกัดเวลา หากลงมาอาบน้ำช้า น้ำในอ่างจะเหลือน้อยจนต้องนำแกลลอนน้ำมันมาตัดครึ่ง ให้มีลักษณะเหมือนที่โกยผง เอามาใช้ตักน้ำแทนขัน"

ไม่เพียงเรื่องพื้นที่หรือการใช้ชีวิตในเรือนจำเท่านั้น แต่ในรายงานนี้ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องขังผู้หญิงจำนวนไม่น้อยรับโทษในฐานความผิดสมรู้ร่วมคิดและร่วมครอบครองเนื่องจากมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวโยงอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ชายที่ต้องโทษในคดียาเสพติด ทั้งที่ผู้หญิงอาจไม่เกี่ยวข้องใดๆ ในการกระทำผิดมาตั้งแต่ต้น หรือเข้าไปเกี่ยวข้องแบบไม่ตั้งใจ

ด้วยเหตุนี้พวกเธอจึงเข้าใจว่าการต่อสู้คดีจะสามารถหลุดพ้นคดี แต่เมื่อถูกตัดสินว่ากระทำผิดจึงมีแนวโน้มต้องรับโทษถูกคุมขังยาวนานกว่าผู้ชายที่ยอมรับสารภาพ

นอกจากนี้การพิจารณาคดีที่ยาวนาน และการประกันตัวที่ต้องใช้หลักทรัพย์ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้มีจำนวนผู้ต้องขังหญิงเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนวทางบรรเทาปัญหาไว้ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.แก้กฎกระทรวงว่าด้วยการพักการลงโทษ หรือการปล่อยให้ผู้ต้องขังก่อนกำหนด ในลักษณะการคุมประพฤติ 2.สร้างเรือนจำใหม่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

3.การลงโทษด้วยทางเลือกอื่นแทนการคุมขัง หรือการจำกัดพื้นที่ใช้ชีวิตให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดในชุมชน ในลักษณะคุมประพฤติ และ4.แยกสถานที่กักขังตามฐานความผิด เช่น ผู้รอตรวจพิสูจน์ ผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี นักโทษเด็ดขาด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล