เผยสภาวการณ์เด็กกทม.ปี56 ลามลงสู่เด็กประถม เพศสัมพันธ์สูง คุมกำเนิดต่ำ หมกมุ่นอบายมุข ชี้สื่อมีอิทธิพล
ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร สถาบันรามจิตติ ร่วมด้วยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเสนอรายงานการศึกษาสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2556 (Child Watch กรุงเทพมหานคร) โดย ศ.ดร.ถนอม อินทรกำเนิด อุปนายกสภามรภ.พระนคร เป็นประธานเปิดการประชุม
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสถาบันรามจิตติ กล่าวว่าจากข้อมูลที่ศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื่องเพศ ความรุนแรง อบายมุข ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นและลามลงสู่เด็กประถมศึกษา จากเดิมที่พบในกลุ่มมัธยมศึกษาตอนต้น โดยปัจจัยที่ทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยง คือ 1.ครอบครัว พบว่า เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เป็นกลุ่มเสี่ยงมากกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากไม่มีการสื่อสารกันในครอบครัว ไม่สามารถปรึกษาผู้คุยกับพ่อแม่ได้ ทำให้ขาดที่พึ่งทางใจนำไปสู่ปัญหามากมาย
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าไม่กำหนดนโยบายเรื่องครอบครัวให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัว จะส่งผลปัญหาต่อเด็กและเยาวชนอย่างแน่นอน 2.โรงเรียน พบว่าโรงเรียนที่ส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางเลือกที่หลากหลาย และมีครูที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะเสี่ยง น้อยกว่าโรงเรียนที่ไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางเลือก หรือมีครูที่ปรึกษา ซึ่งผลดังกล่าว ในการจัดการเรียนการสอนของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องสอนวิชาทักษะชีวิต ทำให้นักศึกษามีวิญญาณความเป็นพ่อแม่คนที่สองของเด็ก นอกจากนั้น ยังพบว่า พื้นที่จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมและมีแรงงานต่างด้าว เช่น สมุทรปราการ อยุธยา หรือจังหวัดที่ทมีครอบครัวยากจนจำนวนมาก เช่น หนองบัวลำภู บึงกาฬ และจังหวัดชายขอบ ชายแดน พบปัญหาเด็กและเยาวชนจำนวนมาก
พ.ต.อ.หญิงจินดา กลับกลาย อาจารย์จากกองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี2556 กลุ่มตัวอย่าง 2,448 คน พบว่า ด้านโรงเรียน เด็กและเยาวชนมีความรู้สึกเชิงบวกกับโรงเรียน ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี2554-2555 ด้านครู เด็กระบุว่า ครูมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งด้านจัดการการเรียนการสอน และการเป็นที่ปรึกษา แต่ยังพบปัญหาใหญ่ที่เด็กกว่าร้อยละ 91.40 ใช้วิธีการคัดลอกข้อมูลจากเว็บไซต์ ในการทำการบ้านหรือรายงาน และเด็กอีกกว่าร้อยละ 56.35 ที่ลอกหรือให้ลอกข้อสอบในปีการศึกษา2555 ส่วนด้านเพื่อน สะท้อนให้เห็นกลุ่มเพื่อนและรุ่นพี่ในเชิงบวกมากขึ้น และอัตราการกวดวิชา/เรียนพิเศษ ลดน้อยลงเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ สำหรับด้านเพศ พบว่าเด็กและเยาวชนมีเพศสัมพันธ์สูง คุมกำเนิดต่ำ โดยเกือบร้อยละ 37 เคยมีเพศสัมพันธ์ และมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยหรืออุปกรณ์คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีทัศนคติที่ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์/การอยู่ก่อนแต่งมากขึ้น จากร้อยละ 18.53 เป็นร้อยละ 35.00 แต่กลับมีทัศนคติต่อการคุมกำเนิดลดลง ด้านอบายมุข พบว่า เด็กและเยาวชนหมกมุ่นกับอบายมุขอย่างชัดเจนสูงขึ้นเกือบทุกด้าน โดยเด็กเข้าถึงบุหรี่หรือยาเส้นชนิดอื่นๆ รวมถึงบารากู่ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ16.73 เป็นร้อยละ40.86 แบ่งเป็นประถม 18.2 ม.ต้น 18.1 ม.ปลาย 48.4 อาชีวะ 63.4 และอุดมศึกษา 59.6 อีกทั้ง เด็กตกอยู่ในแหล่งอบายมุขรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว มีคนสูบบุหรี่/ดื่มเหล้า ร้อยละ 55.53 เล่นการพนัน ร้อยละ51.35 กลุ่มเพื่อน มีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่/ดื่มเหล้า ร้อยละ47.42 เล่นการพนัน ร้อยละ27.16 โรงเรียน พบเห็นยาเสพติดร้อยละ 36.24 และชุมชน มีร้านเหล้า ผับร้อยละ 40.30 ล้วนเป็นปัจจัยที่บ่มเพาะลักษณะนิสัยให้แก่เด็ก
นอกจากนั้น ด้านความรุนแรง พบว่า มีเพื่อนนักเรียนพกอาวุธร้ายแรงเข้ามาในสถานศึกษาถึงร้อยละ 46.44 สูงกว่าปี 2554-2555 เคยถูกขู่กรรโชกทรัพย์หรือรีดไถ สูงมากขึ้น ร้อยละ 32.22 แต่เรื่องทำร้ายร่างกายลดลง โดยปัจจัยที่บ่มเพาะความรุนแรง มาจากสภาวะแวดล้อมทั้งจากโรงเรียนและสังคม อาทิ เด็กร้อยละ 41.45 ระบุถึงความรุนแรงจากการลงโทษด้านการตีหรือการใช้กำลังกับนักเรียนในรั้วโรงเรียนและเด็กอีกกว่า ร้อยละ42.31 มีเพื่อนสนิมที่ชอบใช้ความรุนแรงร้อยละ 74.26 บริโภคสื่อที่นำเสนอความรุนแรงจากฉากและภาพต่าง ทั้งทางโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และร้อยละ 47.08 ที่ชื่นชอบการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการต่อสู้






