ฝนตกหนักชายแดนไทย-พม่า ตรงข้ามอำเภอแม่สาย ทำให้เกิดดินทรุด ฝั่งท่าขี้เหล็ก ส่งผลมีผู้เสียชีวิต 9 ราย
ขณะที่เชียงราย น้ำป่าหลากท่วมบ้านเรือนกว่า 80 หลังคาเรือน เชียงใหม่น้ำท่วม 15 หมู่บ้านอำเภอไชยปราการ นครพนมน้ำซัดถนนขาด ส่วนระนองน้ำป่าทะลักท่วม 3 ชุมชนในตัวเมือง ชาวบ้านเดือดร้อน 300 ครัวเรือน "เมืองคอน"เจอฝนทิ้งช่วง ทำข้าวยืนต้นตายกว่า 13,000 ไร่
หลังจากเกิดฝนตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่คืนวันที่ 12 ก.ค.2557 ต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาเขตพื้นที่ ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งไหลลงลำห้วยในหมู่บ้านห้วยพลู และไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน 30 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 30-60 เซนติเมตร นอกจากนี้น้ำยังไหลท่วมผิวการจราจร บนนถนนพหลโยธิน เส้นทาง เชียงราย-แม่สาย บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีถนน 1 ช่องทางจราจรถูกน้ำท่วมทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดช่องทางดังกล่าวระยะทางยาว 700 เมตร
นอกจากนี้น้ำยังไหลเข้าท่วมโรงเรียนบ้านท่าสุด ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลต.ท่าสุด ได้จัดกำลังออกช่วยเหลือชาวบ้านในการขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงและนำกระสอบทรายแจกจ่ายในพื้นที่บ้านห้วยพลู เพราะระดับน้ำเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ขณะที่บ้านถ้ำผาตอง ต.ท่าสุด ก็เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนเช่นกัน โดยมีน้ำท่วมประมาณ 50 หลังคาเรือน ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เชียงราย ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนในทุกพื้นที่เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะในพื้นที่ยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
ฝนหนัก-ดินถล่มฝั่งพม่าเสียชีวิต9ศพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้านจ.ท่าขี้เหล็ก ฝั่งประเทศพม่า ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังเกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องทั้งจังหวัดเชียงราย และฝั่งจ.ท่าขี้เหล็ก ทำให้เกิดการทรุดตัวของดินจนทำให้บ้านเรือนเสียหาย บริเวณใกล้เคียงกับโรงแรมเรจจิน่าฯ จ.ท่าขี้เหล็ก ซึ่งห่างจากพรมแดนประมาณ 2 กิโลเมตร โดยดินได้ถล่มลงมาทับบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ ที่บ้านเลขที่ 9/433 หมู่ 9 จ.ท่าขี้เหล็ก ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบ้านเสียชีวิต
หลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบว่าบ้านที่ถูกทับเป็นห้องแถวคอนกรีตชั้นเดียว ซึ่งสร้างบนดินที่ถมใหม่ ซึ่งดินไม่แน่นตัวและอยู่ตรงส่วนขอบของเนินดินที่ถมสูงขึ้น โดยหลังจากที่ฝนตกหนักดินที่ถมใหม่เพื่อสร้างบ้านได้ทรุดตัวลงลึกประมาณ 3 เมตร ทำให้ตัวบ้านเอียงและทรุดตัวลงก่อนที่ดินด้านบนจะไหลลงไปทับอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้ที่นอนหลับอยู่ภายในบ้าน 7 คนเสียชีวิตทันที และยอดรวม 9 ราย และมีชาวบ้าน 8 คน ที่อาศัยอยู่ภายในแต่สามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้
เบื้องต้นผู้ว่าการ จ.ท่าขี้เหล็ก ได้นำรถแบ็คโฮเข้ารื้อถอนและให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือตลอดทั้งคืน จนสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว โดยแต่ละรายมีสภาพขาดอากาศหายใจเพราะดินทับ และถูกตัวบ้านทับ
สำหรับผู้เสียชีวิตอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวจำนวน 2 ครอบครัว โดยเป็นผู้ใหญ่จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน 2 คู่ ส่วนผู้เสียชีวิตที่เหลือเป็นเด็กชาย 2 คน และหญิง 1 คน ที่เป็นลูกหลานของคนในครอบครัว
เชียงใหม่น้ำท่วม15หมู่บ้านอ.ไชยปราการ
นางภัชธนิตา สดุดี ปภ.จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ในพื้นที่อ.ไชยปราการ วัดได้ 107 มิลลิเมตร ส่งผลให้ ปริมาณน้ำในลำน้ำฝางเพิ่มขึ้นล้นตลิ่ง ไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรของอำเภอไชยปราการ จำนวน 3 ตำบล คือ ต.ศรีดงเย็น ต.ปงตำ และต.ไชยปราการ รวมทั้งสิ้น 15 หมู่บ้าน ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 13 ก.ค.
ราษฎรที่มีบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฝาง ได้รับผลกระทบน้ำไหลเข้าท่วมผ่านบ้านเรือน ลึกประมาณครึ่งขา ทางนายอำเภอไชยปราการก็ได้ช่วยเหลือราษฎรในเบื้องต้นด้วยการ ส่งเรือท้องแบนขนน้ำดื่มไปให้แก่ชาวบ้านและขนข้าวของเครื่องใช้หนีน้ำท่วม ตั้งแต่เช้า และมีการเตรียมน้ำดื่มและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนในที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เบื้องต้นได้รับแจ้งว่ามีคอสะพาน และถนน ในหมู่ 4 ตำบลศรีดงเย็น ที่ได้รับความเสียหายบางส่วน ซึ่งจะมีการเข้าสำรวจความเสียหายต่อไป
ขณะที่ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมระดมกำลังเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยหน่วยกาชาดได้มีการนำถุงยังชีพไปมอบให้แก่หมู่บ้านในตำบลศรีดงเย็น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เป็นจำนวน 300 ถุง และได้มีการแจ้งเตือนไปยังอ.ฝาง และอ.แม่อาย ให้คอยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลากเข้าท่วมต่อเนื่องผ่านทางนายอำเภอฝางและแม่อาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลายน้ำจากอำเภอไชยปราการ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ปริมาณน้ำเริ่มลดลงแล้ว ทางนายอำเภอและปภ.จังหวัด กำลังเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อดูความเสียหายเพิ่มเติม เบื้องต้นไม่ได้รับแจ้งว่าบ้านเรือนราษฎรมีการเสียหาย และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่น้ำท่วมผ่านเท่านั้น
นครพนมน้ำซัดถนนขาด
สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน ที่จ.นครพนม มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระแสน้ำฝนที่สะสมในพื้นที่ไหลบ่าซัดถนนสายที่เชื่อมระหว่าง ต.โพธิ์ตาก กับ ต.หนองญาติ อ.เมือง ที่ถูกน้ำซัดขาดไป เสียหายเพิ่มไปอีกนับสิบเมตร จนไม่สามารถใช้เส้นทางสายนี้ได้อีกต่อไป ชาวบ้านต้องใช้เส้นทางสายอื่นเพื่อเข้าถึงที่นาและสวนยาง ซึ่งต้องอ้อมไกลนับสิบกิโลเมตร
ล่าสุดกองโยธาธิการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจและหาทางช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก
น้ำป่าทะลักท่วม3ชุมชนตัวเมืองระนอง
ส่วนภาคใต้ นายชวลิต นิฒรรัตน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 13 ก.ค.เกิดเหตุน้ำป่าจากเทือกเขาหาดส้มแป้น ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองระนอง ไหลทะลักลงสู่ลำคลองที่ไหลผ่านตัวเมืองระนอง ทำให้น้ำในคลองเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนระนองแลนด์ ชุมชนโรงกลาง และชุมชนสะพานยูง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำเอ่อท่วมถนนสายต่างๆ สูงประมาณ 20-40 เซนติเมตร ในหลายจุด รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดดินสไลด์ลงมาปิดทับเส้นทางสายส้มแป้น-อ.ละอุ่น ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ส้มแป้น อ.เมือง จ.ระนอง และมีเสาไฟฟ้าหักโค่น 3 ต้น ทำให้การสัญจรไปมาได้เพียง 1 ช่องจราจร
นายไพบูลย์ เอี่ยมสุวรรณ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาระนอง แจ้งเตือนชาวบ้านที่มีบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ทางน้ำไหลและบริเวณเชิงเขาให้ระวังน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ และให้ติดตามการพยากรณ์อากาศและข่าวสารข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
ข้าวเมืองนครศรีธรรมราชยืนต้นตาย
ขณะที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช กลับพบภาวะขาดน้ำทำให้นา เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วง ทำนาข้าวกว่า 13,000 ไร่ ใน ต.ดอนตรอ และ ต.เชียรเขา ที่กำลังตั้งกอทยอยยืนต้นแห้งตาย
นายวิชาญ เขมวงศ์ กล่าวว่า ลงทุนทำนาไปแล้ว 50 ไร่ แค่ระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เกิดฝนทิ้งช่วงทำให้ต้นข้าวทยอยแห้งตาย ส่วนระบบชลประทานก็มีปัญหา เนื่องจากเครื่องสูบชำรุด







