(รายงาน) ล้างตราบาป"ค้ามนุษย์" โจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ
ปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยยังคงถูกจับตาอย่างเข้มข้น หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐลดอันดับประเทศไทยไปอยู่ในระดับเทียร์ 3 จากก่อนหน้านี้ไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 (ต้องจับตาเป็นพิเศษ) ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 4 ปี
ชัดเจนว่าการจัดอันดับดังกล่าว เป็นมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการค้ามนุษย์ของสหรัฐ ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ค.ศ. 2000 โดยปีนี้นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีประเทศอื่นๆ รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันอีก 23 ประเทศ ซึ่งถือว่ามีปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับเลวร้ายที่สุดในสายตาของลุงแซม
นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน บอกว่า สาเหตุที่อาจทำให้ไทยถูกลดอันดับลงไปอยู่เทียร์ 3 น่าจะมาจาก 3 เรื่องคือ
1.การใช้แรงงานบังคับในกิจการประมง ซึ่งจะมีผลต่อการระงับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยไม่สามารถซื้อสินค้าในระบบรัฐต่อรัฐได้อีก
2.การขอถอดรายการสินค้า 4 รายการ ออกจากบัญชีรายชื่อสินค้าที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ
และ 3.การตัดสิทธิ์จีเอสพี ของสินค้าจากประเทศไทย เนื่องจากสมาพันธ์แรงงานสหรัฐ ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้ยื่นเรื่องเพื่อรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิการรวมตัวกันของลูกจ้าง
ส่วนที่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ระบุว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หรือดำเนินการค่อนข้างน้อยและล่าช้า ไม่มีการลงโทษข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับกระบวนการการค้ามนุษย์ รวมทั้งไม่มีความพยายามในการคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างเพียงพอนั้น ปลัดแรงงาน บอกว่า แม้ไทยจะมีรายงานการตรวจแรงงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ในการตรวจไม่ได้บ่งชี้ถึงการตรวจปัญหาการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม หรือการจัดตั้งศูนย์ประสานแรงงานประมง ให้จัดตั้งแยกออกมาต่างหากจากส่วนอื่นๆ การแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมอาหารทะเล แม้จะใช้ระบบ "จีแอลพี" (แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการจ้างแรงงาน) มาแก้ไขปัญหาและมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
เมื่อปมแรงงานต่างด้าวกลายเป็นปัญหา จึงเกิดการตรวจจับกันอย่างเข้มข้น จนบานปลายกลายเป็นการอพยพของแรงงานชาวกัมพูชากว่า 1 แสนคนกลับประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายฝ่ายต้องออกแอคชั่น
นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ย้ำชัดเจนว่า ไทยยังคงนโยบายเรื่องการให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกต้องให้เสมอภาค เท่าเทียมกับแรงงานไทยเหมือนที่ผ่านมา และภาครัฐโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกระทรวงแรงงาน ไม่มีนโยบายกวาดล้างหรือส่งแรงงานต่างด้าวกลับประเทศแต่อย่างใด
“กสร.ได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับนายจ้าง และสถานประกอบกิจการต่างๆ ว่ากระทรวงแรงงาน และ คสช.ไม่มีนโยบายกวาดล้างแรงงานต่างด้าว พร้อมกับขอให้นายจ้างทำความเข้าใจกับลูกจ้างเพื่อให้เข้าใจตรงกัน"
อย่างไรก็ตาม นายพานิช บอกว่า หากแรงงานต่างด้าวมีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ ก็คงไม่สามารถไปปิดกั้นได้ กสร.ก็ยังคงทำหน้าที่ในการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวให้เท่าเทียมกับแรงงานไทยต่อไป นั่นคือการตรวจสอบว่าลูกจ้างต่างด้าวได้รับค่าจ้างจากนายจ้างก่อนกลับประเทศอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่
อธิบดี กสร.บอกอีกว่า นโยบายการดูแลแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในประเทศไทยให้มีความเสมอภาคกับแรงงานไทย ยังคงเหมือนเดิม แม้ว่า คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลรักษาการ เพียงแต่ คสช.จะทำการจัดระบบของแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยยังคงตามแนวทางเดิมที่มีมาก่อนหน้านี้ แต่อาจจะมีการปล่อยข่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้แรงงานต่างด้าวพากันอพยพเดินทางกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนายจ้าง และสถานประกอบการที่ขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น
ส่วนการถูกปรับลดอันดับลงไปอยู่เทียร์ 3 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐนั้น ความหมายของเทียร์ 3 คือ ประเทศนั้นๆ อาจดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสหรัฐอเมริกาอาจระงับการให้ความช่วยเหลือที่มิใช่ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม และความช่วยเหลือเกี่ยวกับการค้าแก่ประเทศที่ถูกจัดอันดับต่ำสุดด้วย
แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ อธิบดีกสร.บอกว่า ช่วงที่ผ่านมาภาครัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างมีความตั้งใจจริงในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยมีทั้งนโยบายและแนวปฏิบัติหลายอย่างที่ตอกย้ำถึงความจริงจังในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้
ขณะที่ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุม Capacity Building Workshop on Strengthening the Role or of Lobour Attaches in Thailand ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงาน และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าว และทำความเข้าใจกับสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ ในเรื่องของการบริหารจัดการและดูแลแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย พร้อมทั้งลดการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าวในภูมิภาคเอเชีย โดยผ่านการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย และปรับปรุงการคุ้มครองแรงงาน ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการด้านกงสุล และสร้างความเข้าใจแก่ทูตแรงงานของประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ที่ประจำประเทศไทยด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน
รองปลัดกระทรวงแรงงาน ยังบอกด้วยว่า แม้ประเทศไทยจะถูกลดอันดับไปอยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดในด้านการค้ามนุษย์ ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับกระแสข่าวลือเรื่องการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวนั้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบด้านการค้า การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกิจการประมงและต่อเนื่อง
ดังนั้นภาครัฐคงจะต้องออกแรงผลักดันมาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปบ้างแล้วอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากอันดับต่ำสุด แล้วไต่ไปยังอันดับที่ดีขึ้น ขอเพียงอย่าย่อท้อหรือหยุดชะงักไปเสียก่อน เพราะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะถ้าทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ก็จะช่วยให้สถานการณ์นี้กลับมาดีขึ้นได้อย่างแน่นอน






