โครงการยกร่างก.ม."ขยะไฮเทค"ความหวังสู่ระบบจัดการครบวงจร
ด้วยเทคโนโลยที่ทันสมัย ประกอบกับกระแสบริโภคนิยม ส่งผลให้เกิดการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และการที่มีสินค้ารุ่นใหม่ๆ ผลิตออกมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดนั้น ทำให้อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดสั้นลงตามไปด้วย เพราะไม่ทันไรก็มีรุ่นใหม่ออกมายั่วใจแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ กระแสตอบรับ "ทีวีดิจิทัล" ที่เป็นไปอย่างคึกคัก ผลที่ตามมาคือการเปลี่ยน "โทรทัศน์" ที่มีระบบรองรับสัญญาณแบบใหม่นี้ เมื่อโทรทัศน์เครื่องใหม่มา เครื่องเก่าก็จำต้องถูกโละทิ้ง
และคงไม่ได้มีเพียงแค่โทรทัศน์เก่าเท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต้องถูกกำจัดทิ้งตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณ รีโมทคอนโทรล ฯลฯ เมื่อรวมกับอีกหลายร้อยหลายพันครัวเรือนที่เปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ ก็จะเกิด "กองขยะไฮเทค" ขนาดมหึมา แต่ผู้ที่ทิ้งอาจไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้สังคมไทยยังไม่มีระบบการจัดการขยะไฮเทคที่ถูกต้องได้มาตรฐาน
ปลายทางขยะประภทนี้จึงถูกทิ้งรวมกับขยะชุมชน และส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะกับ "สารอันตราย" เช่น ปรอท ตะกั่ว ที่เคลือบแฝงอยู่ในอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดบริหารจัดการในการกำจัดขยะประเภทนี้อย่างถูกต้องเป็นระบบ โดยกระบวนการที่จะทำให้เกิดระบบดังกล่าวคือการตรากฎหมายขึ้นมาบังคับใช้และควบคุมให้ขยะจากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ มีการจัดการอย่างถูกวิธี
ทีมนักวิจัยภายใต้การนำของ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยสถาบันสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อวางโครงร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยใช้ชื่อว่า "โครงการยกร่างกฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากชุมชน" จากนั้นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อต้นเดือน พ.ค.และต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้ง 2 ครั้ง มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ อาทิ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย รวมทั้งผู้ประกอบการรีไซเคิล พากันให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และพร้อมจะขยายการลงทุนหากมีกฎหมายเกิดขึ้นจริง
ทว่าผู้ผลิตบางรายก็ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่จะมีบทลงโทษให้จ่ายค่าธรรมเนียม เพราะเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ผลิตที่ลงทุนสร้างระบบรับคืนแล้ว และไม่ควรกำหนดเป้าหมายหรือบทลงโทษในช่วงแรกๆ เนื่องจากประเทศไทยมีกลุ่มรับซื้อของเก่า และความตระหนักของผู้บริโภคในเรื่องซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของเสียอันตรายยังต่ำ
ดร.สุจิตรา บอกว่า จากการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากชุมชน ทั้ง 2 ครั้งจะเห็นภาพรวมว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการเรื่องผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่อยากให้ผู้ผลิตต้องดำเนินการจัดการเต็มรูปแบบในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมา แต่บางส่วนก็มองว่าการใช้กองทุนจากภาครัฐในการจัดการผลิตภัณฑ์น่าจะดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่
"ขณะนี้ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ยังอยู่ในขั้นตอนที่ยังคงต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอีกหลายคร้ัง รวมทั้งยังต้องนัดคุยกับผู้บริหารของกรมควบคุมมลพิษว่า ข้อเสนอในการยกร่างกฎหมายฯของเราจะรับไปดำเนินการต่อหรือไม่ ถ้าหากกรมควบคุมมลพิษไฟเขียวในเรื่องนี้ ทางเราก็จะรีบดำเนินการร่างกฎหมายเป็นรายมาตราทันที ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 เดือนจะมีความชัดเจน"
นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมมลพิษได้ให้นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ ซึ่งยังเป็นการดำเนินการตามกรอบเวลา เมื่อทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการยกร่างกฎหมายเสร็จ ก็จะต้องส่งมายังกรมควบคุมมลพิษให้พิจารณาความเห็นชอบก่อน
"ขณะนี้ก็เป็นเพียงขั้นตอนที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังศึกษาแนวทางในการยกร่างกฎหมาย จากนั้นทางกรมควบคุมมลพิษจึงค่อยมาผ่านกระบวนการที่จะผลักดันเป็นกฎหมายต่อไป"
ขณะที่ นายถวัลย์ แสงสว่าง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เทส-แอม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทรับจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร กล่าวว่า การออกกฎหมายเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายมาบังคับใช้กับขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำให้ขยะเหล่านี้ไปอยู่ที่ร้านรับซื้อของเก่าเป็นจำนวนมาก
ร้านรับซื้อของเก่าจะนำขยะประเภทนี้ไปคัดแยก โดยเอาโลหะมีค่าออกไปก่อน ส่วนชิ้นส่วนที่ไม่มีค่าหรือขายไม่ได้ก็เอาไปจัดการโดยใช้กระบวนการง่ายๆ อย่างเช่น การนำไปเผา ทำให้เกิดสารพิษฟุ้งกระจายไปทั่ว ส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศและร่างกายมนุษย์
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เทส-แอม บอกต่อว่า หากมีกฎหมายรองรับก็จะทำให้ขยะเหล่านี้เข้าระบบจัดการอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องผ่านร้านรับซื้อของเก่า แต่เข้ามายังบริษัทที่มีการจัดการอย่างได้มาตรฐาน ถือเป็นการช่วยลดโลกร้อนได้ เพราะไม่ต้องนำขยะไปผ่านเครื่องจักรหลายตัวเพื่อให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนอย่างที่ผ่านมา
"เราจะเอาขยะเหล่านี้ไปสกัดเป็นแร่หายากต่างๆ จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี ทองแดง โลหะอื่นๆ โดยไม่ต้องไปขุดจากเหมืองแร่ใหม่ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันเราจะได้มีการทำงานที่ง่ายขึ้น เพราะเราจะได้วางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับขยะเหล่านี้ ถ้าไม่มีกฎหมายมาบังคับเราก็ไม่รู้ว่า ขยะเหล่านี้จะเข้ามายังบริษัทมากน้อยเพียงใด"
ทั้งนี้ นายถวัลย์ เห็นว่า เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ต้นเรื่องเป็นของกรมควบคุมมลพิษ จึงอยากให้มีการเรียกประชุมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้เป็นกลุ่มเล็กๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง เพื่อจะได้มีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม
เพราะการเปิดเวทีเพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างที่ทำกันมาอาจได้แต่ความคิดเห็นที่เป็นทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง ซึ่งคงไม่เกิดประโยชน์อะไร
ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยกร่างกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่สุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่...ดูแล้วสังคมไทยยังต้องลุ้นกันอีกยาว
------- ล้อมกรอบ-------
3 ปัญหาจัดการขยะไฮเทคลุ้นปี 2561 คลอดเป็นกฎหมาย!
แผนงานในการดำเนินการยกร่างกฎหมายเพื่อใช้บริหารจัดการ "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" อย่างเป็นระบบนั้น กรมควบคุมมลพิษได้ให้ทีมนักวิจัยสถาบันสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาและจัดทำแผนโครงการยกร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาขยะประเภทนี้โดยเฉพาะ
โดยทีมงานนักวิจัยได้เริ่มทบทวนกฎหมายและข้อกำหนดการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ ของต่างประเทศ ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย รวมทั้งทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับซากผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ
จากนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบกฎหมาย ข้อกำหนด และเสนอรูปแบบการจัดการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ โดยกำหนดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในกระบวนการ ก่อนจะทำการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อข้อมูลที่รวบรวมได้
จากการศึกษากฎหมายของไทยพบว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะนั้นจะเน้นไปที่การบำบัดและกำจัด แต่ยังไม่มีกฎหมายที่ส่งเสริมระบบการจัดการแบบครบวงจร หรือส่งเสริมให้มีการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศประกาศใช้มานานแล้ว
ส่วนสาเหตุที่ประเทศไทยไม่มีการนำขยะประเภทนี้ไปจัดการอย่างถูกต้อง เพราะมีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.โรงงานรีไซเคิลไม่กล้าลงทุนเพราะสู้ราคาซาเล้งกับร้านรับซื้อของเก่าไม่ได้ อีกทั้งการรีไซเคิลไม่ค่อยได้กำไรเพราะมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งและค่าจ้างถอดแยกชิ้นส่วน
2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มีหน้าที่จัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่รับผิดชอบ) มีงบประมาณและบุคลากรจำกัด ไม่สามารถจัดระบบจัดเก็บผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้
และ 3.ผู้บริโภคระดับครัวเรือนและองค์กรยังไม่ตระหนักถึงปัญหา
ผลการศึกษาและความคิดเห็นที่ได้ในเบื้องต้นเหล่านี้ถูกนำมาประมวลจัดทำข้อเสนอรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม และยกร่างกฎหมายและข้อกำหนดการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ คือ
1.สนับสนุนให้มีการคัดแยกและเก็บรวบรวมขยะที่ใช้แล้ว 2.สนับสนุนให้มีการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ 3.ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถอดแยกและนำกลับมาใช้ใหม่ 4.ส่งเสริมการออกแบบและผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับไทม์ไลน์ของร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น คณะผู้วิจัยได้วางกรอบการทำงานตั้งแต่เริ่มยกร่างกฎหมายจนกระทั่งประกาศใช้ไว้ดังนี้
พ.ศ.2557 ยกร่างกฎหมายและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พ.ศ.2558 เสนอร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) หาก กก.วล. เห็นชอบ เสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี
พ.ศ.2559 คณะรัฐมนตรีรับหลักการ ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และกฤษฎีกาเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมาย
พ.ศ.2560 คณะรัฐมนตรี ส่งร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) เพื่อส่งสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 3 วาระ
พ.ศ.2561 ส่งวุฒิสภาพิจารณา 3 วาระ และประกาศใช้เป็นกฎหมาย






