ป.ป.ส.ดีเดย์ปฏิบัติการยึดทรัพย์ขบวนการค้ายาเสพติดสัปดาห์หน้า มั่นใจมาตรการ คสช. เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 30 วัน
เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการสำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด ว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้เรียกประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 6 มิ.ย.นี้เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันปราบปรามยาเสพติดทั้ง 6 มาตรการที่ระบุไว้ในคำสั่ง คสช.
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ส.นั้นจะรับผิดชอบใน 3 มาตรการ คือ ยึดและอายัดทรัพย์สิน ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ติดตามและรายงานผลการปฏิบัติ ต่อ คสช. โดยเบื้องต้นกำหนดว่าให้ทุกหน่วยรายงานความคืบหน้ามายัง ป.ป.ส.ทุก 7 วัน เมื่อครบ 15 วัน ป.ป.ส.จะรวบรวมผลการดำเนินงานและข้อคิดเห็นทั้งหมดให้ คสช.ทราบ จากนั้นเมื่อครบ 30 วันจะสรุปผลทั้งหมดอีกครั้งในที่ประชุมใหญ่เพื่อกำหนดแผนการปฏิบัติในระยะต่อไป
"หลังประชุมวันศุกร์นี้แล้ว ทุกหน่วยก็จะกลับไปคุยกันเพื่อวางแผนทำงานในวันเสาร์และอาทิตย์จากนั้นวันจันทร์ก็ดีเดย์ทำงานได้ทันที ซึ่ง ป.ป.ส.มีข้อมูลในส่วนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดนั้นเรามีเป้าหมายอยู่แล้ว รอต่อจิ๊กซอว์อีกชิ้นเดียวก็ดำเนินการได้ทันที" พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวด้วยว่า กระบวนการทั้งหมดนั้นทุกหน่วยงานมีประสบการณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบางกลไกบางอย่างอาจไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด การที่ คสช. มีคำสั่งซึ่งเสมือนเป็นกฎหมายส่วนหนึ่งให้ดำเนินการทำให้มีแนวทางที่ชัดเจน และเป็นเอกภาพซึ่งเชื่อว่าหลังดำเนินการจะเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน
ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น พล.ต.อ.พงพัศ กล่าวว่า จากคำสั่ง คสช.จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาทุกกระทรวง ทบวง กรม มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้างจะมีการรายงานมายัง ป.ป.ส. เช่น ตำรวจก็มีการส่งเรื่องร้องเรียนว่าตำรวจคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ป.ป.ส.จะเข้าไปตรวจสอบถึงความชัดเจนในข้อมูล
จัดการทันทีหากหลักฐานเกินครึ่ง
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า หากพยานหลักฐานมีความชัดเจนเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ก็ดำเนินการได้ทันที หรือแค่คบหาเป็นอาจิณก็ให้น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่คนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะมีการดำเนินการในทางวินัยโดยทุกอย่างจะเป็นไปตามหลักฐาน จากนั้นจะส่งเรื่องให้จเรตำรวจดำเนินการทางวินัย เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ก็จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
"ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในหน่วยปฏิบัติหลายหน่วย มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้บางคนจะไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน หรือบางทีต้นสังกัดอาจดำเนินการเพียงว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็เลิกรากันไป แต่ส่วนใหญ่คนที่ไม่เลิกรา สุดท้ายจะถูกจับกุมในที่สุด จากวันที่มีคำสั่งจนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องทุกคนคงถอนตัวออกหมดแล้ว" เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว
เปิด2ช่องทางรับแจ้งเบาะแส
และว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าชาวบ้านมีความรู้สึกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ทุกคนจะให้ความร่วมมือ แต่หากคนในชุมชนรู้สึกว่ามีคนของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องเมื่อไรก็จะเกิดความเกรงกลัวในการให้ข้อมูลข่าวสารทันที อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส.ได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส 2 ช่องทาง คือ สายด่วน 1369 และการส่งจดหมายผ่านทางไปรษณีย์ซึ่งเจ้าหน้าที่รับรองในเรื่องการรักษาความลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวทางการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ป.ป.ส.ได้ใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 ที่กำหนดกรอบคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ให้รวมถึง ข้าราชการ รวมถึงพนักงานหรือลูกจ้างของข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
ส่วนของพฤติการณ์เกี่ยวข้องนั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นอกจากจะเป็นผู้กระทำผิดเสียเองแล้ว หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องใน 5 เรื่องสำคัญ ให้ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้แก่ 1.สนับสนุนหรือช่วยเหลือ 2.จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 3.รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 4.คบค้าสมาคมเป็นอาจิณกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และ 5.เป็นผู้ประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยใช้หลักทรัพย์หรือสถานะการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาสำคัญ
รวบเครือข่าย"ตี๋ คลองเปรม"
วันเดียวกัน พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบก.สปพ.) ในฐานะหัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (หน.ชปส.ศพส.บช.น.) แถลงข่าวจับกุม นายสุรศักดิ์ ยิ่งยง อายุ 27 ปี ชาวจ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมยาบ้า 10,600 เม็ด ยาไอซ์ 1,100 กรัม โดยจับกุมได้ที่ลาดจอดรถ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ใน ซ.ลาดพร้าว 41 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า นายสุรศักดิ์ ผู้ต้องหารายนี้ เป็นเครือข่ายนักโทษในเรือนจำคนหนึ่งฉายา "ตี๋ คลองเปรม" ซึ่งจะเป็นผู้สั่งนายสุรศักดิ์ให้ไปรับยาเสพติดจากเอเยนต์ยาเสพติดรายหนึ่งก่อนจะไปส่งมอบยาเสพติดกันที่ห้างฯ แพลตตินัม ถ.เพชรบุรี จากนั้นได้นำมาเก็บไว้ที่ห้องพักคอนโดมิเนียมเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้า
สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีหน้าที่รับจ้างส่งยาเสพติด ได้ค่าจ้างครั้งละ 30,000 - 40,000 บาท ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายสุรศักดิ์ เคยถูกจับในคดียาเสพติดมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำมาได้ประมาณ 1 ปี แต่ก็กลับมากระทำผิดซ้ำ






