วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าวงจร"ขยะชุมชน"ปนเปื้อนสารพิษ

ผ่าวงจร"ขยะชุมชน"ปนเปื้อนสารพิษ คพ.เสนอ "โรดแมพ" แก้ปัญหายั่งยืน

ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการรัฐประหารภายใต้การกระชับอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยในส่วนของการบริหารงานราชการตลอดห้วงที่ผ่านมา รองหัวหน้า คสช.ที่รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งฝ่ายกิจการพิเศษ ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการจากทุกกระทรวง ทบวง กรมที่อยู่ในความรับผิดชอบมาร่วมประชุมเพื่อรับฟังแนวทางตลอดจนข้อเสนอแนะด้านนโยบายและการปฏิบัติกันอย่างคึกคัก

สำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องใดๆ เพราะที่ผ่านมายังมีอีกหลายปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข และอาศัยความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ อาทิ ป่าไม้ มลพิษ ภัยธรรมชาติ โดยงานด้านนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายสังคมจิตวิทยา นำโดย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกลุ่มงานสังคมจิตวิทยา ซึ่งล่าสุดได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เฉพาะ "ปัญหาขยะมูลฝอย" ซึ่งเป็นปัญหาหนักและเร่งด่วน เห็นได้จากกองขยะขนาดมโหฬารถูกเพลิงเผาที่ จ.สมุทรปราการ จนกลายเป็นแหล่งแพร่มลพิษในวงกว้าง และหลังจากนั้นก็มีไฟไหม้บ่อขยะในจังหวัดต่างๆ อีกนับสิบครั้ง ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมด้วย โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เสนอให้ปัญหาขยะมูลฝอยเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ต้องเร่งแก้พร้อมๆ กับปัญหามลพิษทางน้ำ และปัญหาหมอกควันภาคเหนือ

ถึงแม้ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นเพียงหัวข้อที่ยังไม่ตกผลึกในรายละเอียด แต่ในเรื่องนี้ นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เคยให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" เอาไว้ช่วงก่อนการรัฐประหาร ซึ่งมีข้อมูลทั้งน่าสนใจ น่าตกใจ และน่าจะช่วยตอบคำถามได้ว่าเพราะเหตุใด "ขยะมูลฝอย" จึงกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ

นายวิเชียร อธิบายว่า ขยะแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1.ขยะชุมชน คือ ขยะที่มาจากบ้านเรือนต่างๆ 2.ขยะติดเชื้อที่มาจากโรงพยาบาล 3.กากอุตสาหกรรม หรือของเสียจากโรงงาน และ 4.ของเสียอันตราย ซึ่งปะปนมากับขยะชุมชน โดยของเสียอันตรายนั้นแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเวสต์ เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ และ 2.ถ่านไฟฉาย หลอดไฟฟ้า กระป๋องสเปรย์ ยาฆ่าแมลง

เมื่อมองภาพรวมในระดับประเทศแล้ว เขาเห็นว่า ขยะที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนในขณะนี้ คือ ขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพราะขยะชุมชนจะมีของเสียอันตรายปะปนมาด้วย เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย ตู้เย็น โทรทัศน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีโลหะหนัก เช่น สารปรอท ตะกั่ว แคดเมียม หากปล่อยทิ้งไว้จะเสื่อมสภาพและปล่อยสารอันตรายออกมา ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบการจัดการที่ถูกต้องได้มาตรฐาน

นายวิเชียร ระบุว่า มลพิษที่ออกจากกองขยะมีหลายอย่าง ทั้งน้ำเสีย โลหะหนัก มลพิษทางอากาศ ถึงไม่มีไฟไหม้ก็จะมีไอระเหยจากสารพวกนี้ ไม่ว่า ปรอท หรือตะกั่ว นอกจากนี้ยังมีสารอินทรีย์ระเหยขึ้นมา รวมทั้งกลิ่น จึงเกิดปัญหาที่ประชาชนไม่ยอมรับการสร้างหลุมฝังกลบหรือเตาเผาขยะ เพราะเหม็น มีแมลงวัน สร้างเชื้อโรค รวมทั้งเรื่องของความอุจาดตาด้วย

ขยะเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งที่บ่อขยะซึ่งทั่วประเทศมีทั้งหมด 2,490 แห่ง แต่ในจำนวนนี้มีถึง 2,024 แห่ง หรือประมาน 81 เปอร์เซ็นต์ เป็นบ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน มีลักษณะเหมือนบ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ (ที่ถูกไฟไหม้) เพียงแต่ขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันเท่านั้น

"ขยะ เราแยกเป็น 2 ส่วน คือ ขยะเก่าที่ได้ไปสำรวจบ่อขยะกว่าสองพันแห่ง พบขยะอยู่ 20 ล้านตัน ส่วนขยะที่มีใหม่ทุกๆ วัน 1 ปีคนไทยทิ้งขยะ 26-27 ล้านตัน กำจัดถูกต้อง (รีไซเคิล เผาและฝัง) เพียง 48 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ไม่ถูกต้อง 52 เปอร์เซ็นต์"

ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้น อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ขยะอุตสาหกรรมมี 2 ประเภท คือ มีพิษ 3.9 ล้านตัน และไม่มีพิษประมาณ 46 ล้านตัน รวมทั้งหมดเกือบ 50 ล้านตัน ตัวที่มีปัญหา คือ ขยะมีพิษ เพราะขณะนี้ขยะประเภทนี้ถูกนำเข้าสู่ระบบเพียง 1.9 ล้านตัน ส่วนอีก 2 ล้านตันไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด

โดยจังหวัดที่มีปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนั้น มีประมาณ 20-25 จังหวัด แต่จุดเสี่ยงยอดฮิตอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จ.สมุทรปราการ มีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน รองลงมาคือ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในพื้นที่

สำหรับการกำจัดขยะชุมชนนั้น นายวิเชียร เสนอว่า ขยะเก่าก็มีอยู่ ขยะใหม่ก็เพิ่มเข้ามาทุกวัน ดังนั้นการจัดการกับขยะประเภทนี้ต้องมีแผนระยะสั้นและระยะยาว โดยปลายทางในการจัดการมี 3 อย่าง คือ 1.ฝังกลบให้ถูกต้อง 2.เผาด้วยเตาเผา 3.บางส่วนแยกไปทำปุ๋ย

"การก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ฉะนั้นขยะเก่าที่กองอยู่ 20 ล้านตันก็ต้องกองไปอย่างน้อย 3 ปี รวมทั้งขยะใหม่ก็มาเพิ่มอีก ดังนั้นจึงต้องมีแผนระยะสั้น โดยลดความอุจาดตา คือ การนำดินไปกลบหน้า หรือทำคันดิน สร้างรั้วล้อมรอบ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า"

อีกส่วนหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไข คือ "กฎหมาย" เพราะกฎหมายด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับขยะโดยตรง ระบุว่า ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น และสามารถออกระเบียบให้ท้องถิ่นไปเก็บเงินเพิ่มได้ แต่ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ยังแก้กฎกระทรวงในประเด็นนี้ไม่แล้วเสร็จ

นอกจากนี้ นายวิเชียร ยังเห็นว่า ที่ผ่านมาระดับนโยบายให้ความสำคัญกับปัญหาขยะน้อย ทำให้งบประมาณในการจัดการน้อยตามไปด้วย ส่วนเรื่องเตาเผาขยะหรือหลุมฝังขยะที่ได้มาตรฐานนั้น หากจะให้มีครบทุกเทศบาล ซึ่งมีอยู่ราวๆ 2,000 แห่ง อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 200 ปี เพราะแต่ละปีมีงบประมาณสำหรับสร้างโรงกำจัดขยะได้ไม่เกิน 5 แห่ง

ขณะที่การจัดการขยะใหม่ เขาเสนอว่า ควรทำให้มีน้อยลง เริ่มที่ต้นทาง คือ "การคัดแยกขยะ" โดยท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วมหาทางให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพราะองค์ประกอบขยะ 100% นั้น แบ่งเป็นขยะเปียกประมาน 60% ขยะรีไซเคิลประมาณ 30 %และขยะทั่วๆ ไปอีก 10%

"ขยะรีไซเคิล 30% ปัจจุบันเราจัดการได้ 19% ฉะนั้นยังทำได้อีกประมาณ 5-6% รวมเป็น 25% ส่วนขยะเปียกก็ทำให้ลดลงเหลือสัก 30 เปอร์เซ็นต์ หากทำได้ขยะจะหายไปประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจากนั้นจะเป็นขยะที่จะเอาไปฝังและเผาก็จะน้อยลงตามไปด้วย"

นอกจากนี้ เขาเสนอแนวทางการคัดแยกขยะชุมชนไว้คร่าวๆ คือ 1.ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม อย่าคิดว่าขยะเป็นเรื่องไกลตัว 2.ต้องเป็นนโยบายสาธารณะที่กำหนดเป็นนโยบายอย่างชัดเจน

ส่วนปัญหากากอุตสาหกรรมนั้น นายวิเชียร บอกว่า กรมควบคุมมลพิษได้ทำงานร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการในการกำจัดของเสียอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมามีปัญหาทั้งโรงงาน ผู้รับจ้างขนส่งกาก และโรงงานที่รับบำบัด

แม้ว่าขณะนี้จะมีระบบตรวจสอบและติดตาม แต่ปัญหาที่พบคือ ผู้ขนส่งรับมาแล้วไม่รู้จะนำไปไว้ที่ไหน หรือไปตั้งบริษัทรับบำบัดไว้ แต่ในความเป็นจริงผู้ขนส่งกับผู้บำบัดกลับเป็นพวกเดียวกัน จึงเสนอว่ารถที่ขนส่งควรมีระบบจีพีเอสติดตั้ง เพราะจะได้รู้ว่ารถขนส่งไปที่ไหนมาบ้าง

ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษยังเคยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในระดับบริหารไว้ดังนี้ 1.ให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งรัดให้โรงงานทั้งหมดเข้าระบบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 2.ให้เข้มงวดกับโรงงานบำบัดว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ 3.เข้มงวดกับผู้ขนส่งที่ต้องมีระบบติดตามให้เข้มงวด และ4.การเพิ่มโทษตามกฎหมาย เพราะทุกวันนี้ระวางโทษปรับ 2 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี จึงทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว

"ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว ทุกคนอยากให้สิ่งแวดล้อมดี แต่กลับมองปัญหาสิ่งแวดล้อมไกลตัว เพราะทุกวันนี้เรายังบอกว่าเราสบายดีอยู่ เลยมองข้ามไป เนื่องจากคนไทยปรับตัวง่าย"

แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะยังเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็เป็นแนวคิดที่กลั่นมาจาก "หัวหน้างาน" ของผู้ปฏิบัติที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งหากแนวคิดดังกล่าวถูกแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติด้วยแล้ว ก็เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากทีเดียว