กรมศิลปากรเตือนชาวบ้านขุดทองพัทลุง อย่าหลงขายทองให้พ่อค้าราคาถูก ย้ำถ้ามีคุณค่าทางปวศ.จะมีราคามากกว่า 10 เท่า
น.ส. มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร กล่าวเตือนชาวบ้านว่าอย่าหลงกลพ่อค้าหรือร้านขายทอง แล้วยอมขายทองโบราณที่ขุดได้ไปในราคาบาทละแค่ 2-3 หมื่นบาท เพราะหากกรมศิลปากรพิสูจน์และยืนยันว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าศิลปะและทางประวัติศาสตร์ จะสามารถได้เงินมากกว่านี้หลายเท่า
"ตามกฎหมายแล้วสมบัติทั้งหมดที่ขุดได้จากใต้พื้นดิน ต้องส่งมอบให้กรมศิลปากร ถือเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ เพราะคุณไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นของตัวคุณมาก่อน แม้ว่าจะขุดได้ในที่ดินของตัวเราเองก็ตาม สภาพตอนนี้ชาวบ้านหลายร้อยคน แห่เข้ามาขุดทองพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่กรมฯทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่สุดท้ายก็จะไปใช้กฎหมายจัดการภายหลัง เพราะมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานหมดแล้ว ส่วนพ่อค้าหรือร้านทองที่ซื้อไปนั้น กฎหมายยิ่งเอาผิดขั้นรุนแรง เพราะถือว่ารับซื้อของโจรโดยเจตนา จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะมีข่าวออกไปทุกสื่อ"
น.ส.มาลีภรณ์ อธิบายต่อว่า ชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่านำมาคืนให้กรมศิลปากรจะได้เงินแค่ 1 ใน 3 ของราคาทองปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณา เช่น พระพุทธรูปสำริด หากราคาตลาดโลกและตลาดค้าศิลปะตั้งไว้ 1 แสนบาท ก็จะได้เงินค่าตอบแทนคืนให้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ดังนั้นถ้าแผ่นทองคำและเครื่องประดับเหล่านี้ พิสูจน์แน่ชัดว่าเป็นของโบราณจะมีราคาแพงหลายเท่ากว่าทองรูปพรรณที่ขายตามร้านทั่วไป ของแนะนำให้ชาวบ้านนำมามอบให้กับกรมศิลปากรตรวจสอบและทำบัญชีไว้จะดีกว่า
ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้ชดเชยซื้อคืน "ศิวลึงค์ทองคำ" น้ำหนัก 13 กรัมและ 19 กรัม 2 องค์ จากชาวบ้านผู้ขุดพบแล้วนำมามอบส่งคืนถึง 4.7แสน บาท ขณะที่เอาไปขายให้คนทั่วไปได้แค่ประมาณ 4 หมื่นบาทเท่านั้น รายละเอียดมีดังนี้ ช่วงเดือนมีนาคม 2557 พระสงฆ์วัดจอมทอง อ.สิชล แจ้งมายังสำนักโบราณคดีว่ามีชาวบ้านขุดพบศิวลึงค์ทองคำ เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อมูลพบว่ามี 4 องค์ แต่ชาวบ้านผู้ขุดพบได้ขายไปแล้ว 2 องค์ องค์ละแค่ 2 หมื่นบาทให้กับข้าราชการท้องถิ่นรายหนึ่ง แต่เมื่อกรมศิลปากรตั้งกรรมการพิจารณาพบว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จึงมอบเงินตอบแทนชาวบ้าน 4.7 แสนบาทหรือมากว่า 10 เท่า





