กรมสุขภาพจิต เผยสถิติ 4 เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 12,000 ครั้ง ชี้ส่วนใหญ่เครียดเรื่องการเมือง
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยรายงานการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ สายด่วน 1323 ในรอบเดือนมกราคม–เมษายน ที่ผ่านมา พบว่า มีการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต จำนวน 12,104 ครั้ง โดยปัญหาด้านสุขภาพจิตที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ความเครียด/วิตกกังวล ร้อยละ 28.83 2. โรคทางจิตเวช ร้อยละ 23.65 3. ปัญหาครอบครัว ร้อยละ 7.46 4. ปัญหาเรื่องเพศ ร้อยละ 7.31 และ 5. ปัญหาพฤติกรรม ร้อยละ 4.78
นพ.เจษฎา กล่าวต่อว่า ในจำนวนประชาชนที่มีความเครียด/วิตกกังวล ร้อยละ 3.53 ระบุว่า มีความเครียด/วิตกกังวลกับสถานการณ์บ้านเมือง โดยช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ จะขอรับบริการปรึกษามากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงของการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.
สำหรับประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ทำให้เครียดนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาที่ ญาติหรือคนใกล้ชิดที่เข้าร่วมชุมนุมมีอารมณ์รุนแรงต่อสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ เมื่อตนเองรับฟังข้อมูลข่าวสารการเมืองผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมงานที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ทำให้รู้สึกเครียด ในขณะที่คนในครอบครัวเมื่อรับฟังข่าวสารแล้วเกิดอารมณ์หงุดหงิด มีอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์ สุดท้ายมาลงกับคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง เกิดความขัดแย้งในครอบครัว ตลอดจนเครียดจากการประกอบอาชีพไม่ได้ การเดินทางลำบาก กลัวเกิดอันตรายกับคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่เข้าไปร่วมชุมนุม และกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ประชาชนที่เกิดความวิตกกังวล หรือความเครียดสะสมนั้นควรหาวิธีผ่อนคลายตัวเองหรือจัดการกับความเครียดบ้าง เช่น ออกกำลังกาย หรือทำสมาธิ และไม่ควรติดตามข่าวสารต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ให้มีช่วงพักบ้าง เพราะสมองของเราถ้าใช้เวลาจดจ่อกับอะไรช่วงหนึ่งแล้ว ต้องการเวลาพักประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง ที่สำคัญ ควรจะรักษาสายสัมพันธ์ที่ดีของทุกคนในสังคมให้คงอยู่ อย่าให้เรื่องของการเมืองเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตมากจนเกินไป โดยสามารถขอรับบริการปรึกษาได้ที่สายด่วน 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือขอรับบริการจากหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิตได้ทุกแห่งทั่วประเทศ






