วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วอนห้าง-โรงแรมภาคใต้ลดใช้ไฟฟ้า

กกพ.วอนโรงแรม-ห้างฯภาคใต้ 'ลดใช้ไฟ400เมกะวัตต์'

หลังจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทราบถึงแผนการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แหล่ง A18 ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.- 10 ก.ค.2557 เพื่อติดแท่งสำหรับ Booster Compressor โดยจะใช้เวลา 28 วัน โดยประมาณ ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ที่มีกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ ต้องหยุดเดินเครื่องและอาจจะส่งผลให้เกิดไฟฟ้าภาคใต้ดับทั้งหมดได้ หากเกิดเหตุขัดข้องกับระบบส่งไฟฟ้า

ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท และเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย จนส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในภาคใต้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่อาจจะเกิดขึ้น จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้าในภาคใต้ ให้สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ตรวจสอบอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ และระบบป้องกันพร้อมใช้งาน เตรียมแผนย้ายโหลดหรือแผนดับไฟร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เจรจาซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียเพิ่ม100-300 เมกะวัตต์ เป็นต้น

นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งเจดีเอ.ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค.2557 ว่าจากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ระบุว่า โรงงานในภาคใต้ไม่สามารถจะลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค)เวลา 13.00-15.00 น. และช่วงเวลา 18.30 - 22.30 น. ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะช่วงพีคเวลา 18.30 - 22.30 น. ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่านี้ เพราะส่วนใหญ่ก็หยุดทำงานแล้ว คงไม่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ตามเป้าหมาย 170 เมกะวัตต์ได้

หารือ"วีเอสพีพี"เพิ่มปริมาณการผลิตไฟ

ดังนั้นกกพ.จึงได้พยายามหาทางออก โดยขอความร่วมมือกับธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้ช่วงลดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะต้องวางแผนให้เหมาะสมไม่ให้ภาคธุรกิจแต่ละแห่ง ต้องแบกภาระมากเกินไป เพราะการปิดซ่อมแหล่งเจดีเอ ครั้งนี้นานเป็นเวลาถึง 28 วัน จึงจะต้องดำเนินงานที่รอบคอบ รวมทั้งจะเข้าไปหารือกับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) ในภาคใต้ว่า จะช่วยผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้สูงสุดเท่าไร และติดขัดปัญหาในด้านใดบ้าง และจะเข้าไปหารือกับองค์การบริหารท้องถิ่นทุกระดับให้เข้าไปช่วยรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ จะลงไปขอความร่วมมือกับสถานประกอบการเช่น โรงงานอุตสาหกรรม และสถานที่ราชการต่างๆ ที่มีเครื่องปั่นไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล ที่ใช้สำรองฉุกเฉินป้องกันไฟฟ้าดับ ซึ่งบางแห่งมีกำลังการผลิตสูงกว่า 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป ให้เตรียมพร้อมผลิตไฟฟ้าเข้ามาช่วยป้อนเข้าสู่ระบบในช่วงพีคตลอดเวลา 28 วันนี้ คาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มประมาณ 100 เมกะวัตต์ โดยกกพ.จะลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อหารือกับสถานประกอบการเหล่านี้ ว่าติดขัดปัญหาในเรื่องใดบ้าง ต้องทำสอบเครื่องปั่นไฟฟ้าเหล่านี้ว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเพียงไร เพราะบางเครื่องไม่ได้ใช้งานมานับสิบปี

เร่งหาทางจ่ายชดเชยผู้ประกอบการ

สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะต้องชดเชยให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้นั้น ยังคงมีปัญหาที่จะต้องเร่งหาทางแก้ไข เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงต้องระมัดระวังการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ไม่ให้ผิดระเบียบราชการ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาว่างบค่าใช้จ่ายตรงนี้เข้าข่ายเป็นภาวะฉุกเฉินหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายฉุกเฉิน รัฐบาลก็สามารถอนุมัติงบก้อนนี้ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความกล้าหาญของรัฐบาล

“ปริมาณไฟฟ้าที่จะต้องลดลงในช่วงปิดท่อก๊าซอยู่ที่ 150-200 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ทำให้ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง แต่ กกพ. ได้ตั้งเป้าเพื่อป้องกันความผิดพลาดไว้ที่ 400 เมกะวัตต์ เนื่องจากในช่วงซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้รณรงค์ขอความร่วมมือภาคเอกชนลดการใช้ไฟฟ้าให้ได้ 200 เมกะวัตต์ แต่สามารถลดได้จริงเพียง 70 เมกะวัตต์ เนื่องจากในช่วงดังกล่าวภาวะอากาศร้อนจัดทำให้ห้างสรรพสินค้า สำนักงานต่างๆลดการใช้ไฟฟ้าได้น้อย ดังนั้นในครั้งนี้จึงจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายให้สูง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. 2556 จะสร้างความเสี่ยหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง” นางพัลลภา กล่าว

ขอ10กลุ่มธุรกิจลดใช้ไฟฟ้า

ก่อนหน้านี้ นายณัฐพล ณัฐฏสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ได้เข้าพบโรงงานอุตสาหกรรม 5 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มการผลิตน้ำแข็ง กลุ่มการทำอาหารกระป๋อง กลุ่มโรงแปรรูปไมัยางพาราและอบไม้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควันและยางแผ่น และกลุ่มเหมืองหิน เพื่อรับมือการปิดซ่อมท่อก๊าซเจดีเอ ทำให้ไฟฟ้าในพื้นที่หายไป 710 เมกะวัตต์ ส่งผลต่อความมั่นคงของไฟฟ้าภาคใต้ที่มีความต้องการ 2,300-2,400 เมกะวัตต์ มากกว่ากำลังผลิตรวม จะเหลือเพียง 1,600 เมกะวัตต์

การแก้ปัญหากกพ. ขอให้ลดใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าและสถาบันอุดมศึกษา10 กลุ่ม รวมทั้งโรงงานของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 250 เมกะวัตต์ จำนวนนี้จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 175 เมกะวัตต์ สาเหตุที่ลดใช้ไฟฟ้าได้น้อย เพราะปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2556 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบทางการเมือง