วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือน!สูบบุหรี่1มวนอายุสั้นลง7นาที

สูบบุหรี่ 1 มวนอายุสั้นลง 7 นาที สถิติเผยไทยตายจากบุหรี่ปีละกว่า 5 หมื่นคน เสียเงินรักษา 5.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดการแถลงข่าว เรื่อง “บุหรี่: ภาษียิ่งเพิ่ม คนตายยิ่งลด” โดยดร.โยนาส เท็จเก้น ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ 31 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก โดยในปี พ.ศ. 2557 ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ไว้ว่า Raise taxes on tobacco ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้ใช้ภาษาไทยว่า “บุหรี่ : ภาษียิ่งเพิ่ม คนตายยิ่งลด” จะเน้นเชิญชวนให้นานาประเทศทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลของตนเองขึ้นภาษียาสูบให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการบริโภคยาสูบของประชากรโลกทำให้ผู้คนล้มตายประมาณ 6 ล้านคนในแต่ละปี และมากกว่า 6 แสนคน ตายเพราะการได้รับควันบุหรี่มือสอง และในปี ค.ศ. 2030 คาดการณ์ว่าจะมีคนตายจากการสูบบุหรี่ถึง 8 ล้านคนต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 จะเป็นประชากรที่อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้อายุสั้นลง 7 นาที เท่ากับจะทำให้อายุสั้นลง 12 ปี และช่วง 2 ปี สุดท้ายจะเป็นช่วงที่ทรมานมากที่สุด เพราะจะป่วยหนักด้วยโรคเกี่ยวกับบุหรี่ โดยการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยปีละ 50,710 คน และเป็นสาเหตุของภาระโรคอันดับที่สองของคนไทย โดยทำให้คนเสียเวลาแห่งชีวิตจากการตายก่อนเวลา 628,061 ปี และสูญเสียสุขภาวะจากการเจ็บป่วยหนัก 127,184 ปี ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยปีละ 52,200 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.5% ของ GDPทั้งนี้ เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในปี 2557 ทำให้คนสูบบุหรี่ไม่เกินร้อยละ 18.7 โดยมาตรการขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้ราคาบุหรี่สูงขึ้นจะมีผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ทำให้ลดการบริโภคลงได้

ด้าน รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการวิจัยที่ศึกษาถึงทิศทางระบบภาษีและราคายาสูบในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนสำหรับประเทศไทย พบว่า ประเทศอินโดนีเซียใช้วิธีกำหนดราคาขายต่ำสุด ทำให้บริษัทบุหรี่มีแนวโน้มที่จะขายบุหรี่ในราคาที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มกำไร ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยกำหนดราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตสูงสุด ทำให้บริษัทบุหรี่ใช้วิธีแจ้งราคาเท็จที่ต่ำกว่าความจริงในการประเมินภาษี หรือนำเข้าบุหรี่ที่มีต้นทุนต่ำเข้ามาจำหน่าย นอกจากนี้ประเทศไทยใช้นโยบายภาษี 2 เลือก 1 ได้แก่ การคำนวณภาษีตามราคาต้นทุนที่บริษัทบุหรี่แจ้ง หรือคำนวณภาษีตามสภาพ คือ ตามน้ำหนักมวนบุหรี่ หากวิธีคำนวณไหนมีมูลค่าภาษีมากกว่า ก็ให้เก็บตามวิธีนั้น จึงควรจะต้องมีระบบในการปรับอัตราภาษีตามสภาพเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 2-3 ปี และมีการตรวจสอบความถูกต้องของราคาต้นทุนที่บริษัทบุหรี่แจ้งเพื่อประเมินภาษีอยู่เสมอ

“แนวทางหนึ่งที่ไทยควรดำเนินการคือต้องกำหนดราคาขั้นต่ำ ซึ่งราคานี้จะต้องคุ้มกับต้นทุนความสูญเสียด้านสุขภาพจากการบริโภคยาสูบ และต้นทุนการผลิต ซึ่งเท่าที่พิจารณาดูคิดว่าควรกำหนดอยู่ที่ประมาณ 50-60 บาทต่อซอง ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่แบบซองหรือยาเส้นก็ควรเก็บในราคาประมาณเท่าๆ กัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนหันมาสูบยาสูบราคาถูกแทน"รศ.ดร.อิศรา กล่าว

ดร.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า พ.ศ.2555 ไทยมีการปรับภาษียาเส้นที่บริโภคเป็นบุหรี่มวนเองขึ้นจากอัตรา 1 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 10 บาทต่อกิโลกรัม พบว่าให้ผลดีในการลดจำนวนผู้บริโภคบุหรี่มวนเองในประเทศไทย กว่า 1 ล้านคน คือจากผู้บริโภคบุหรี่มวนเอง 5.3 ล้านคนในปี พ.ศ. 2554 ลดเป็น 3.6 ล้านคนในปี พ.ศ.2556 แต่บางคนหันไปบริโภคบุหรี่ซองราคาถูกแทน จึงควรต้องดำเนินการใน 3 เรื่องคือ 1.ต้องขึ้นภาษีทั้งยาสูบ และยาเส้น เพื่อลดการหันไปสูบยาสูบกลุ่มที่ราคาถูกกว่า 2.ยาสูบพันธุ์พื้นเมืองจะต้องนำเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเร่งด่วนด้วย แต่เรื่องนี้จะต้องมีการแก้มาตรการทางกฎหมายเสียก่อน จึงจะดำเนินการได้ แต่ที่ต้องระบุและทำความเข้าใจให้ชัดคือ ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เสียภาษี และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบพันธุ์พื้นเมือง และ 3.มาตรการทางภาษีต้องทำควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องพิษของบุหรี่ซอง ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ ซึ่งไทยดำเนินการแล้ว การขับเคลื่อนชุมชนปลอดบุหรี่ และช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่ให้ได้