อดีตผู้พิพากษาเตือนครม.ปฏิบัติหน้าที่ต่อส่อขัดก.ม.
อำนาจของคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ และการปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีของ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลง ยังคงเป็นประเด็นที่โต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง
นายยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เขียนบทความอธิบายเหตุและผลในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
บทความของนายยินดีระบุตอนหนึ่งว่า ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยสถานภาพของนางสาวยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ถึงการที่ ครม.จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และยืนยันว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองให้ ครม.ที่เหลือที่ไม่ได้ร่วมลงมติย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามารับหน้าที่
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการอยู่ในตำแหน่งของ ครม.ที่นำมาอ้างเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งที่จะจัดการเลือกตั้งนั้น ถือว่าผูกพันองค์กรตามรัฐธรรมนูญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงต้องตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียก่อนว่า ครม.อยู่ในตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะจัดการเลือกตั้งได้จริงหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนี้ไว้โดยชัดแจ้งถึงการตีความและการใช้บังคับรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) สรุปได้ว่า
1.รัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182
2.มาตรา 181 บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ารัฐมนตรีตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ ส.ว.ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชน เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ยืนยันในหลักการเดียวกันว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 และ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งที่เป็นอยู่จริงเท่านั้นที่จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ปรากฏว่า ครม.ทั้งคณะได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อนายกรัฐมนตรียุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค.2556 ไปแล้วทุกคน และไม่มีตำแหน่งที่จะพ้นได้อีก รัฐธรรมนูญมาตรา 181 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับกับคณะรัฐมนตรีที่เคยพ้นจากตำแหน่งไปแล้วได้ เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญในหมวด 3 ว่าด้วยเรื่องสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็น "คณะรัฐมนตรี" ตามรัฐธรรมนูญในหมวดอื่น และการที่รัฐมนตรี (บางคน) ประสงค์จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่เข้ารับหน้าที่แทนนั้น ก็จะเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำอันเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ตลอดจนขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้
กล่าวโดยสรุป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจทำให้คณะรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป คณะรัฐมนตรีจะต้องไปใช้สิทธิทางศาลให้ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคณะรัฐมนตรีให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่






