ทิพย์ชยา พงศธร พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย

ทิพย์ชยา พงศธร

พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย

จากคำสั่งสอนและการปลูกฝังจากครอบครัวได้หล่อหลอมให้ "ทิพย์ชยา พงศธร" เป็นที่รู้จักในฐานะเซเลบสาวใจบุญที่ช่วยเหลือสังคมผ่านองค์กรการกุศล

วิเชียร-วิมลทิพย์ พงศธร บิ๊กบอสกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ที่มีทั้งโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอาหาร เมโทรบัสและผลิตภัณฑ์ทางสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังทายาทสาวที่มีเพียงคนเดียวให้รู้จักช่วยเหลือสังคม และไม่ว่าจะทำอะไรจะเป็นคนเก่งหรือไม่ สิ่งสำคัญต้องเป็นคนดี

จากคำสั่งสอนและการปลูกฝังจากครอบครัวได้หล่อหลอมให้ "ทิพย์ชยา พงศธร" เป็นที่รู้จักในฐานะเซเลบสาวใจบุญที่ช่วยเหลือสังคมผ่านองค์กรการกุศลหลายต่อหลายครั้ง และล่าสุดกับโครงการ "FOOD 4 GOOD พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย" สนับสนุนโภชนาการที่ดีและแก้ไขปัญหาความภาวะการขาดแคลนอาหารให้กับเด็กด้อยโอกาสในสังคมไทย ผ่านการดูแลของ 3 มูลนิธิ ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

แม้งานในตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรม จะล้นมือ แต่เธอก็ยังไม่ยอมหยุดนิ่งสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมอยู่เสมอ ในฐานะเจ้าของร้านอาหาร 99 เรสท์ แบ็คยาร์ด คาเฟ่ (99 Rest Backyard Cafe) จึงชักชวนกลุ่มธุรกิจอาหารร้านดังอีก 6 แห่ง สร้างสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพสุดพิเศษ พร้อมหักรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กับสามมูลนิธิดังกล่าว

การทำงานเพื่อสังคมได้ต้นแบบดีๆ มาจากใคร?

เริ่มมาจากครอบครัวค่ะ สมาชิกทุกคนในบ้านจะชอบทำงานอะไรที่สร้างสรรค์เพื่อสังคมอยู่แล้ว ประกอบกับตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยม ก็เรียนที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ก็ปลูกฝังและเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่ด้วยเหมือนกัน ทำให้ซึมซับตั้งแต่เด็กว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้เรานึกถึงผู้อื่นด้วย

เล่าถึงโครงการ Food4Good ?

เป็นโครงการที่ช่วยกันคิด นั่นคือโครงการ “Food4Good พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย” เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยความที่เราเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารและอยากทำงานเพื่อสังคม จึงอยากใช้ความถนัดของเราในด้านโภชนาการอาหารมาช่วยเหลือสังคม (www.facebook.com/food4good)

คิดว่าหากทำงานที่ถนัดเพื่อสังคม น่าจะได้ผลเท่าทวีคูณกว่าการที่เราให้เป็นเม็ดเงินบริจาคเฉยๆ ก็คิดว่าจะทำยังไงให้มีปฏิกริยาโต้กลับได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงได้ไปชวนร้านอาหารอื่นๆ ร่วมด้วยดีกว่า ในประเทศไทยการร่วมมือกันระหว่างคู่แข่งทางธุรกิจที่เป็นประเภทเดียวกันมักไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศเองจะเห็นเยอะ

เมื่อโครงการนี้เริ่มต้นก็ทำให้เกิดความสนใจอย่างมากจากหลายๆ ส่วนว่าทำได้อย่างไร รายได้จากโครงการจะนำไปช่วยเหลือทางด้านโภชนาการอาหารแก่เด็กและเยาวชน ก็ช่วยอยู่ 3 มูลนิธิ ยิ่งเรามีสมาชิกร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นก็จะสามารถช่วยเหลือมูลนิธิอื่นๆ ได้มากขึ้นค่ะ

มองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร?

สิ่งแรกที่เห็นจากการมองสถิติในประเทศไทย ความจริงก็คือ มีคนที่เกิดภาวะขาดสารอาหารเยอะมาก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนมีถึง 700,000 คน มันน่าตกใจมาก แต่ก็มีคนที่เป็นโรคอ้วนอยู่ถึง 4 ล้านคน ดังนั้น ปัญหาที่เห็นคือ ความไม่สมดุลมากกว่า จึงมานั่งคิดว่าจะทำเช่นไรที่จะสร้างความสมดุลนั้นขึ้นมาได้ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารอย่างพวกเราเองนะคะ จึงจัดทำโดยให้ผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น

การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร?

ตอนนี้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 10 ร้านด้วยกัน จากเริ่มต้นที่มีเข้าร่วม 7 ร้าน ทุกร้านจะคิดเมนูที่ดีต่อสุขภาพขึ้นมา ก็สุดแล้วแต่ว่าเขาจะสร้างสรรค์เมนูอย่างไร เป็นอาหาร 1 เมนูขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะทำมาประมาณ 5-6 เมนูด้วยกัน ผู้บริโภคเมื่อทานเมนูสุขภาพจากร้านที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ เราจะแบ่งรายได้ 10 บาทจากเมนูเหล่านั้นในร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ Food4Good ไปช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากไร้ค่ะ

สังเกตเมนูเหล่านั้นในแต่ละร้านได้ง่ายๆ เพราะเราจะแยกเมนูให้เห็นอย่างชัดเจน หรืออาจติดสติกเกอร์กำกับไว้ค่ะ ตอนนี้ถือว่าเริ่มเป็นที่รู้จักพอควรและได้รับความสนใจสั่งเยอะทีเดียวค่ะ แต่ก็ยังอยากหาร้านเข้าร่วมโครงการเพิ่มอยู่นะคะ เรามีความเชื่อว่าคนไทยเป็นคนน่ารัก ชอบที่จะทำบุญรวมถึงอยากที่จะแบ่งปันอยู่แล้วเมื่อมีช่องทางเหล่านี้เปิดขึ้นจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่งค่ะ

ดูได้จากลูกค้าที่เข้าร้านส่วนใหญ่สั่งเมนูพิเศษนี้ เพราะได้ทานทั้งอาหารที่อร่อย แถมดีต่อสุขภาพ และได้ร่วมขับเคลื่อนสังคมอีกด้วย

เสียงตอบรับจากโครงการนี้เป็นเช่นไร?

เสียงตอบรับจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการถือว่าดีค่ะ ก็เริ่มมีพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ถือว่าดีกว่าที่คาดไว้ตอนแรกมาก โครงการนี้คงทำต่อไปเรื่อยๆ และน่าจะขยายผลได้กว้าง ประกอบกับสื่อให้ความสนใจมาก ทำให้เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น ร้านต่างๆ ก็ตอบรับเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ในอนาคตคงจะมีต่อไปได้อีกยาวนานค่ะ เรายังตั้งเป้าหมายกับโครงการนี้สูงมากค่ะ อยากสร้างกลไกหลักให้เกิดขึ้นในสังคมเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ คือไม่อยากให้เหลือเด็กขาดแคลนในประเทศไทยเลย

ประโยชน์จากโครงการนี้กับตัวเราเอง?

การที่เราคิดดีทำดีและแบ่งปัน มันทำให้คนในองค์กรเองภาคภูมิใจ เหมือนเป็นกลไกที่สอดแทรกในการทำงานของเราเองในทุกๆ วัน คือ เขาทำได้ด้วยการลงแรงกายแรงใจ สิ่งที่ได้กลับมาจึงเป็นผลดีต่อองค์กรอย่างมาก เราจึงพยายามที่จะใส่สิ่งดีๆ ที่สามารถแบ่งปันเพื่อสังคมอย่างนี้ในธุรกิจ เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและองค์กรของเขาค่ะ

ด้านธุรกิจของกลุ่มพรีเมียร์ดูแลอะไรบ้าง?

ดูแลสายกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค่ะ เป็นโรงแรม 2 แห่งคือ โรงแรมแทมมารีนวิลเลจที่เชียงใหม่ และโรงแรมรายาวดีที่กระบี่ รวมถึงดูร้าน 99 rest backyard cafe ย่านพระราม 9 นอกจากนี้ก็รับผิดชอบตัวหมู่บ้าน 99 Residence และยังมีโครงการแยกออกมาอีกเป็น โครงการตลาดเสรี 2 ที่ด้วยกัน คือพาราไดซ์พาร์ค และ เดอะไนน์ พระราม9

เป็นความรับผิดชอบที่เยอะมาก?

คิดว่าไม่เยอะค่ะ เพราะได้ทำงานที่เราชอบ มีความสุข ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ทำ เรายึดตามแนวคิดของกลุ่มบริษัทและของคุณพ่อ ไม่ว่าจะทำธุรกิจใดก็แล้วแต่ในกลุ่มธุรกิจพรีเมียร์ ต้องดี 3 ด้าน นั่นคือ ธุรกิจต้องดีต่อสังคม ดีต่อพนักงานและต้องดีต่อตัวบริษัทด้วย สามอย่างนี้จะนำมาใช้วางแผนธุรกิจที่เราทำทั้งสิ้นค่ะ ทำให้ธุรกิจในกลุ่มมีหลากหลายมาก

ยากหรือไม่กับการดูแลกลุ่มงานอสังหาฯ?

ถ้าชอบก็ถือเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าหากไม่ชอบก็คงจะเหนื่อยเอาการอยู่ เพราะสิ่งที่ทำมันค่อนข้างที่จะหลากหลาย การทำอสังหาริมทรัพย์ในแบบเราคือ การไปเติมเต็มสิ่งที่ชุมชนนั้นมันขาดหาย และไปพัฒนาในสิ่งที่ชุมชนนั้นมีดีอยู่แล้ว เราไม่ได้เน้นแต่ว่าทำบ้านหรือว่าโรงแรม แต่ต้องดูว่าสถานที่ตรงนั้นเหมาะที่จะทำอะไร แล้วค่อยต่อยอดทำตรงนั้นขึ้นมา

คุณพ่อท่านก็จะชี้แนะว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องทำอยู่บนกรอบของความถูกต้องเป็นหลัก นั่นคือแนวคิดที่คุณพ่อสอนเสมอมาค่ะ

งานแรกหลังจากเรียนจบคืออะไร?

งานแรกไม่ได้เป็นงานธุรกิจค่ะ เริ่มทำงานที่ TCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) เป็นองค์กรของรัฐบาล จะทำเกี่ยวกับนิทรรศการ ถือเป็นความสุขที่แตกต่างออกไป ตั้งแต่ก่อนเรียนจบมีความคิดเสมอว่าอยากกลับมาพัฒนาธุรกิจไทยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จึงคิดเอาไว้ว่า อยากช่วยพัฒนางานออกแบบ โดยการทำนิทรรศการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ ประกอบกับได้ปรึกษากับทางครอบครัว ซึ่งสนับสนุนว่า ถ้ามีโอกาสก็ลองทำดูก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี

เรียนรู้อะไรบ้างจากงานแรก?

ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานกับ TCDC ก็คือ เราสามารถเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้โดยการใส่นวัตกรรมทางความคิดลงไป ซึ่งนวัตกรรมทางความคิดอาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์นั้น นำมาใช้กับการตลาดได้ เช่น เราสามารถมองตลาดในรูปแบบที่แตกต่างทำให้เราทำการตลาดที่ไม่เหมือนใคร ทำร้านอาหารก็เป็นร้านที่ไม่เหมือนใคร ทำโรงแรมก็ไม่เหมือนใคร เป็นการสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมุมนั้น ตรงนั้นมาก่อน

อย่างจุดเด่นของร้านอาหารที่รับผิดชอบ ร้าน 99 rest backyard cafe จุดเด่นคือเป็นร้านอาหารในสวน ปัจจุบันคนทานอาหารในศูนย์การค้าเยอะแล้ว อยากได้บรรยากาศดีหรูหราก็ไปทานที่โรงแรม แต่ร้านที่มีบรรยากาศอบอุ่น สำหรับครอบครัว มีที่ให้เด็กวิ่งเล่นในสวนได้ ถือว่าหาได้น้อยมากๆ ที่นี่จึงวางไว้เป็นร้านอาหารที่เป็นพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพ ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่า ส่วนใหญ่กว่าส่วนร้านอาหารอีก ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ดีค่ะ

ส่วนทางด้านตลาดเสรีสาขาแรกตอนนี้เปิดมา 25 ปีแล้วค่ะ ถือเป็นตลาดสดติดแอร์แห่งแรกของประเทศ แนวคิดคืออยากจะรักษาวิถีไทย รักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่ค้ากับลูกค้า อยากรักษาวัฒนธรรมที่คนไปตลาดไปคุยกันนั่งเล่นกันทานกาแฟกันทุกวัน ตลาดโดยทั่วไปมีข้อเสียคือไม่ค่อยมีที่จอดรถ แถมร้อน แฉะ ก็เลยนำวัฒนธรรมเหล่านี้ยกระดับขึ้นมาให้มาอยู่ในตลาดที่สะอาด ติดแอร์ และมีที่จอดรถสะดวกค่ะ

สำหรับตลาดเสรีสาขา 2 ที่พระราม 9 ก็จะมีห้อง LAB ด้วย เพราะเราจะเน้นเรื่องอาหารปลอดภัย ที่นี่จะมีโซนอาหารออแกนิกส์สำหรับผู้ที่ใส่ใจทางด้านสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งตอบโจทย์คนในพื้นที่พอควร เพราะมีกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ คนรักสุขภาพอยู่เยอะทีเดียว

จุดเด่นทางด้านโรงแรมรายาวดีที่กระบี่ เน้นทำเลที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราพยายามเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เราจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือกิจกรรมที่ไปข่มธรรมชาติ ธรรมชาติคือจุดเด่น ห้องพักก็จะแทรกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเหล่านั้น อยากให้แขกที่ได้ไปได้สัมผัสธรรมชาติเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง

ส่วนอีกที่โรงแรมแทมมารีนวิลเลจ ที่เชียงใหม่ จะตั้งอยู่กลางเมืองเก่าของเชียงใหม่ ก็จะเน้นประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของล้านนา ก็เหมือนใครมาบ้านเราก็แนะนำกิจกรรมและสิ่งดีที่เป็นพื้นเมืองให้ได้สัมผัส

มีแนวคิดในการทำธุรกิจอย่างไร?

อยากหยิบยื่นสิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคม แต่ก็ไม่ได้เก่งทางด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่ก็อยากทำอะไรที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน ก็จะพยายามหาสิ่งใหม่มาทำอยู่เสมอ

ทำไมถึงรู้สึกสนุกกับการช่วยเหลือสังคม?

ถ้าพูดถึงโครงการ Food4Good อาจเพราะว่าทำในสิ่งที่ชอบ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบของสวยงาม ชอบทานอาหารอร่อย ชอบช่วยคน ชอบศิลปวัฒนธรรม อาจเพราะอย่างนี้ เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ชอบ เลยทำให้สนุกและมีความสุขที่ได้ทำค่ะ

...นี่คือความสุขตามแบบฉบับ "ทิพย์ชยา พงศธร" ก็คือ ความสุขที่สมดุลทั้งการงาน ครอบครัวและชีวิตส่วนตัว