วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผบ.ตร.ขันนอต'ตร.ใต้'ห้ามละเมิดสิทธิมนุษยชน

"อดุลย์"ผบ.ตร.นำทีมบิ๊กตำรวจลงพื้นชายแดนใต้ สั่งห้ามละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้านศชต.ชี้ 3 เดือนแรกของปี มีเหตุรุนแรง 16,206 ครั้ง

ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) เมื่อเวลา 10.30 น.วานนี้(15 เม.ย.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ที่ปรึกษา สบ 10 พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะได้มาตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมประชุมรับฟังความคืบหน้าการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะความคืบหน้าในคดีเหตุระเบิด 8 จุด ในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ศชต. พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ต้อนรับ

ทั้งนี้ มีการประชุมรับฟังรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ และมอบนโยบายให้แก่ผู้นำตำรวจทุกหน่วยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศชต.รายงานภาพรวมสถานการณ์โดยระบุว่า หลังการเจรจาสันติภาพ กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น มีความพยายามจะเดินเกมเชิงรุกในด้านการทหารและการเมือง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจา ขณะที่กลุ่มขบวนการยังคงสร้างสถานการณ์ความรุนแรง สร้างความหวาดกลัวเพื่อคุมมวลชน มีการสร้างมวลชนอย่างต่อเนื่อง และมีการนำเยาวชนไปฝึกการรบ การใช้อาวุธ โดยนับแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 31 มี.ค.

โดยเกิดเหตุขึ้นแล้ว 16,206 ครั้ง คิดสัดส่วนเป็นการก่อสถานการณ์ความไม่สงบ 53.06% ก่ออาชญากรรมทั่วไป 25.79% ก่อกวน 18.96% และปะทะ 1.56%

พล.ต.อ.อดุลย์ เปิดเผยว่า สำหรับการเดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อที่จะติดตามสถานการณ์ และผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในห้วงที่ผ่านมา แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังคงมีสถานการณ์ความรุนแรงอยู่บ้าง จึงได้กำชับให้ปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่

เช่น การปฏิบัติการเชิงรุก การตั้งจุดตรวจจุดสกัดเข้มข้น การเฝ้าระวังพื้นที่เขตเมืองที่ได้มีการบูรณาการกำลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่

ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้เน้นกำชับเรื่องการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ และสร้างความพร้อมของหน่วยในทุกระดับตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจจนถึง ศชต. ต้องฝึกกำลังพลให้พร้อม ลดการสูญเสีย ผู้บังคับบัญชาต้องหามาตรการมาใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปลอดภัย

นอกจากนี้ได้เน้นการเข้าถึงประชาชน ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นความเสมอภาคเป็นธรรม ต้องทำงานมวลชนตลอดเวลา ทุกหน่วยงานในพื้นที่ต้องเป็นเอกภาพ หากยังมีจุดใดบกพร่องต้องนำมาเป็นบทเรียนและแก้ไข

"ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามทำอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการบูรณาการกับทาง กอ.รมน. และศอ.บต. ขณะที่ต้องประสานกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น"

นอกจากนี้ กำชับเรื่องการเฝ้าระวังให้ความสำคัญการป้องกันไม่ให้มีการเกิดเหตุในพื้นที่ชุมชน หรือพื้นที่เขตเมืองย่านเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองสารวัตรถึงชั้นประทวน ประจำปีนี้ มีตำรวจในศชต.ขอย้ายออกนอกหน่วยจำนวนมาก อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาเป็นพิเศษเพื่อสับเปลี่ยนกำลังพลที่อ่อนล้า แต่กระนั้นต้องคำนึงถึงการมีกำลังพลปฏิบัติอย่างเพียงพอในพื้นที่ด้วย โดยพล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ศชต.จะพิจารณาเรื่องแต่งตั้งการโยกย้าย

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากประชาชน คือ ประสิทธิภาพของตำรวจในการรู้ตัวคนร้ายหลังก่อเหตุ ซึ่งยอมรับว่า การทำงานในพื้นที่ คือ ขาดพยานบุคคลเนื่องจากบางคดีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์จำนวนมากแต่ไม่มีใครยอมเป็นพยาน แต่ที่ผ่านมาตำรวจก็สามารถจับกุมคนร้ายได้ โดยเครื่องมือพิเศษ เช่น กล้องซีซีทีวี อย่างไรก็ตามตอนนี้ภาพลักษณ์ของตำรวจในพื้นที่ชายแดนใต้ดีมาก ประชาชนชื่นชอบ

ส่วนพล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ตนมีข้อมูลว่าพบการปลอมแปลงพาสปอร์ตโกงอายุเด็กสัญชาติลาว ให้มีอายุมากกว่าอายุจริง โดยโกงว่าอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งที่ยังไม่ถึง เพื่อมาทำงานค้าประเวณีตามร้านคาราโอเกะในพื้นที่ ศชต. และพื้นที่ บช.ภ.9 จึงขอให้ทุกหน่วยเข้ากวดขันปราบปราม เนื่องจากอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ซึ่งนานาชาติให้ความสำคัญ