background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

น้อยแต่มากที่ Nubra Valley

น้อยแต่มากที่ Nubra Valley

“ความไม่คาดหวัง มักไม่ทำให้ผิดหวัง แล้วนำมาซึ่งความประหลาดใจได้เสมอ” นอกจากประโยคนี้จะใช้ได้ดีกับเรื่องความรักแล้ว ยังใช้ได้อย่างเหมาะเจาะกับเรื่องการเดินทาง

จากเลห์เมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ เขตแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เดินทางไปอีก 125 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ Nubra Valley (นูบร้าวัลเลย์) หรือชื่อเดิม Ldumra เมืองที่มีความหมายสวยงามละมุนละไมว่า “หุบเขาแห่งดอกไม้” เป็นปลายทางของเราในวันนี้ใช้เวลาเดินทางจากเลห์ประมาณ 6 ชั่วโมง

เส้นทางเขาสูงชันไปยัง Nubra Valley (1)

เป็นอีกครั้งที่พวกเราทั้ง 14 คนต้องเดินทางบนถนนสูงชัน เลี้ยวลดคดเคี้ยวไต่ไปตามไหล่เขาซึ่งไม่มีรั้วกั้น ฟังดูเป็นเส้นทางที่น่าหวาดเสียว แต่พอเอาเข้าจริงวิวภูเขารูปทรงประหลาดและสีสันแปลกตาสองข้างทาง ทำให้ลืมความหวาดเสียวนั้นไปจนหมด เหลือแต่ความรู้สึกตื่นตาที่สร้างความประทับใจมาไว้แทนที่ เส้นทางไต่ระดับขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากทัศนียภาพที่แปลกตาไปในแทบทุกชั่วโมง แนวเขาออกสีดินน้ำตาลอ่อนๆ ดูแห้งแล้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจึงค่อยๆ เห็นสีขาวจากหิมะเข้ามาเติมแต้มสีสัน เผลออีกทีภูเขาทั้งลูกก็กลายเป็นสีขาวล้วนเมื่อขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นจากระดับน้ำทะเล

เมื่อมาอยู่ในที่สูงออกซิเจนบางเบาระดับนี้ สำหรับคนแปลกถิ่นอย่างพวกเรา การเดินและทำทุกอย่างให้ช้าที่สุด เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรฝ่าฟืนกฎเป็นอันขาด แต่ฉันก็ลืมอยู่เป็นประจำ ยิ่งเส้นทางวันนี้ด้วยแล้วอาจจะเจอกับ Altitude Sickness (AMS) โรคหรือภาวะที่เกิดจากการอยู่ในพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลเอาง่ายๆ อาการก็มีตั้งแต่ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย หายใจไม่ทัน บางคนคลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ไปจนถึงขั้นแน่นหน้าอก หมดสติ เป็นภาวะที่ไม่เข้าใครออกใครและสามารถเกิดได้กับทุกคนเพราะฉะนั้นไม่ประมาทและดูแลตัวเองไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

"DON”T RUN, WALK SLOWLY!!” เสียงไกด์เตือนอีกครั้งเมื่อมาถึง Khardung La Pass เส้นทางถนนที่สูงที่สุดในโลก จุดไฮไลท์ระหว่างทางบนระดับความสูงราว 5,602 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ครั้งนี้น่าจะเป็นการเตือนครั้งที่ร้อยแปดแล้วเห็นจะได้

Diskit Gompa ที่ Nubra Valley (3)

เกือบตลอดเส้นทางมีการซ่อมปรับปรุงถนน ได้ยินมาว่าถนนแถบนี้ต้องซ่อมแซมบำรุงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมักได้รับความเสียหายจากหินถล่ม การกัดกร่อนของหิมะหรือไม่ก็จากการกัดเซาะของน้ำอยู่ตลอด ป้ายริมทางเขียนข้อความคล้ายเป็นคำคมให้ขับรถไม่ประมาท มักมีตัวอักษร ‘BRO’ สอดแทรกอยู่ในข้อความเสมอ สืบเสาะไปมาจึงได้รู้ว่า BRO ย่อมาจาก Border Roads Organisation ถนนทุกสายที่สร้างขึ้นบนที่สูงแถบภูมิภาคลาดักห์ของอินเดียเหนืออยู่ภายใต้โครงการ Himank Project โดยเริ่มการก่อสร้างต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1985 เป็นต้นมา หลังอินเดียเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังพื้นที่แถบนี้ได้ในช่วงปี ค.ศ.1974

จาก Khardung La Pass เราเดินทางลดระดับลงมายัง Nubra ที่ระดับความสูง 3,084 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ช่วงพฤษภาคมต้นไม้ใบหญ้ายังไม่ผลิดอกออกใบให้เห็นมากนัก เราจึงยังไม่ได้ซึมซับกับภาพความงามของหุบเขาดอกไม้ในจิตนาการ แต่แค่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขา Karakoram (คาราโครัม) และเทือกเขาหิมาลัย ปราการธรรมชาติอันยิ่งใหญ่กั้นเขตแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถาน แค่นี้ก็รู้สึกว่าตัวเล็กลงมากแล้วเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

จากที่พักเรานั่งรถมาอีกหน่อย เพื่อมาชมความงามของทะเลทรายสีเงินที่หมู่บ้าน Hunder (ฮุนเดอร์) รถวิ่งขนานไปตามแนวทะเลทรายทอดยาวไปราว 3 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน Hunder กับ Diskit แม้ไม่ใช่ระยะทางที่ยาวนัก แต่ก็มีพื้นที่พอให้ทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเช่นการขี่อูฐได้ 

Hundur Village Sand Dunes (2)

อูฐนูบร้า เป็นอูฐสองหนอก พันธุ์ Bactrain ตัวไม่ใหญ่เหมือนอูฐแถบโอมานหรืออิยิปต์ อูฐสองหนอกพบได้ในพื้นที่อื่นทางตอนเหนือของอินเดียเช่นกัน เดิมทีใช้เป็นพาหนะหลักสำหรับขนส่งสินค้าตามเส้นทางแถบเอเชียกลาง ถึงจะรู้แบบนี้แต่เมื่อได้ยินเสียงอูฐร้องระงมเทียบกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่มาขี่อูฐในแต่ละวัน พวกเรารู้สึกสงสารอูฐกันมาก หลายคนถึงขนาดบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ขี่อูฐอีกแล้ว จึงหันไปให้ความสนใจกับเนินทรายและต้น Seabuckthron ที่ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ อยู่ในทะเลทรายแทน ฉันว่าเนินทรายสีเงิน ต้นไม้ทรงพุ่มกับฉากของภูเขาไล่เฉดสีที่แสนอลังการก็เพียงพอให้เต็มอิ่มกับความงามบนทะเลทรายขนาดย่อมนี้ได้แล้ว

Diskit Monastery เป็นพระอารามเก่าแก่ที่สุดของนูบร้า สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 14 โดยลามะชื่อ Changzem Tserab Zangpo มีอายุกว่า 500 ปี เป็นพระนิกายหมวกเหลืองหรือ Gelugpa (เกลุกปะ) จากประวัติพบว่า วัดแห่งนี้เป็นสาขาของวัด Thiksey ที่อยู่ในเมืองเลห์ พื้นที่วัดแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกวัดเก่าดั้งเดิม (Old Diskit Gompa) อยู่บนเนินสูงติดกับหน้าผาระหว่างหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่าน สมัยก่อนลามะใช้บันไดที่สร้างขึ้นเลียบริมผาขึ้นลงไปตักน้ำมาใช้ยังอาราม ต้องใช้ทั้งความอดทนและความเสี่ยง จากวัดเก่ามองออกไปเห็นพระพุทธรูปพระศรีอาริยเมตไตรองค์ใหญ่ หรือที่ชาวทิเบตเรียกว่า ‘จัมปะ’ ทางฝั่งวัดใหม่ (New Diskit Gompa) ตั้งประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง

Diskit Gompa ที่ Nubra Valley (5)

 

ลาดักห์เต็มไปด้วยวัดวาอารามมากมายที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน บรรยากาศภายในวัดของที่นี่ เป็นศรัทธาความเชื่อที่มาจากความเคารพ มากกว่าความงมงายหรือการอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิถีปฏิบัติที่เคร่งครัดผสานไปกับความยืดหยุ่น เราจึงยังเห็นลามะนั่งจับกลุ่มคุยกันสนุกสนาน ทำกิจกรรมบางอย่างที่ออกไปทางบันเทิง เช่น การเต้นรำ หรือแม้แต่การออกกำลังกาย แต่ทุกวิถีถูกยึดโยงไว้ด้วยการรู้ตัว สติและสมาธิ ที่จับต้องได้มากกว่าเป็นแค่ทฤษฎี

ตอนได้ยินว่าแผนการเดินทางว่าเราจะไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Nubra เป็นหมู่บ้านที่ไม่เจริญนัก การใช้ไฟฟ้าต้องกำหนดเวลาเปิดปิด แล้วต้องค้างที่นั่นหนึ่งคืนก่อนไปต่อ คำว่า ‘เล็กๆ’ ทำให้ฉันไม่คาดหวังว่าจะได้เจออะไรที่ทำให้ประหลาดใจ แต่เอาเข้าจริง Nubra เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่เหมาะกับนิยามที่ว่า “น้อยแต่มาก” ความอ่อนโยนของผู้คน หรือแม้แต่ความเงียบสงบ ที่ว่าไปแล้วยังแตกต่างจากที่อื่น ความเงียบของที่นี่ชวนให้สัมผัสถึงความเงียบที่ไม่ใช่แค่ ‘เสียง’ แต่เป็นความเงียบที่ชวนให้จิตใจสงบเมื่อได้อยู่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ คล้ายว่าธรรมชาติกำลังร่ายมนตราส่งพลังบางอย่างให้กับเรา

Diskit Gompa ที่ Nubra Valley (1)

"1 วันกับอีก 1 คืน ไม่พอ...เราใช้เวลากับที่นี่น้อยเกินไป!” ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน

แต่อาจเพราะเหตุผลนี้ที่ทำให้ความทรงจำของ Nubra เป็นความทรงจำที่มักมีเสียงเรียกจากข้างในบอกให้กลับไปอีกสักครั้ง ความขรุขระคดเคี้ยวของเส้นทางอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า แต่ความสดชื่นและพลังที่ได้กลับมานั้นมีคุณค่ามหาศาล เพราะบรรยากาศรอบข้างทำให้หัวใจเต้นแรงเหมือนถูกชุบชีวิตกลับมาอีกครั้ง...