สธ.ติดตามผู้ป่วยจากไฟบ่อขยะแพรกษา 5 ปี ชี้ 6 จังหวัดปากแม่น้ำบางปะกงและกทม. พบ 40 จุดลักลอบทิ้ง
หลังจากครบหนึ่งสัปดาห์กรณีเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะจำนวน 150 ไร่ในซอยแพรกษา8 จ.สมุทร ปราการ วันที่ 24 มีนาคม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเสวนาเรื่อง"ขยะแพรก ษา-บางปู ภาพสะท้อนความวิบัติระดับชาติ”ขึ้น โดย คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ 5 จังหวัดในเขตภาคตะวันออกคือปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง กรุงเทพ มหานคร และสมุทรปราการ
มีแนวโน้มมากขึ้นเนื่องจากสถานที่รับกำจัดขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีรองรับเพียง 20 แห่งจากโรงงานกว่า 16,000 โรงทั่วประเทศ ทำให้50% ของขยะอุตสาหกรรมถูกนำไปลักลอบทิ้งตามบ่อลูกรังเก่า ที่รกร้างเชิงเขา และในบ่อขยะเปิด ที่มักจะถูกนำขยะอุตสาหกรรมมาปะปนทิ้งกับขยะชุมชน โดยกรณีของบ่อขยะแพรกษา ครั้งนี้สะท้อนช่องโหว่ทางด้านการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขาดการบังคับใช้ โดยควันที่เกิดไฟไหม้บ่อขยะมีสารมลพิษหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ในระยะยาว ทั้งนี้อยากเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังโรคกับประชาชนอย่างน้อย1- 5 ปี
ด้านนายสมนึก จงมีวศิน ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าใน 6จังหวัดบริเวณพื้นที่ปากแมืน้ำบางปะกง และอ่าว ไทยครอบคลุม จ.ระยอง ชลบุรี ปราจีน สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกทม.มีแหล่งลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 40 จุด โดยมากสุดฉะเชิงเทรา 13 แห่ง ชลบุรี 8 แห่ง สมุทรปราการ 2 แห่งรวมทั้งบ่อขยะแพรกษาที่เพิ่งเกิดไฟไหม้ ส่วนที่จ.ระยอง 3 จุด ปราจีนบุรี 1 แห่ง ส่วนกทม.1 แห่งแถวพื้นที่ลาดกระบัง
" มีตัวอย่างผลกระทบจากปัญหาไฟไหม้บ่อขยะที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งมีขนาด 50 ไร่พบลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ และยางรถยนต์ปะปนในบ่อขยะชุมชน เมื่อเกิดไฟไหม้พบสารฟีนอล อะโรมาติกส์ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมสูง และน้ำที่เกิดจากการดับไฟต้องได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะมีค่าใช้จ่ายเป็นร้อยล้านบาท ขณะที่ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา จำเป็นต้องคิดตามน้ำจากการดับไฟ น้ำใต้ดิน และกากเถ้าขยะที่ต้องนำมาตรวจสอบว่ามีการนรเปื้อนของกากของเสียอันตรายหรือไม่ เพื่อจะได้นำไปบำบัดอย่างถูกขั้นตอน"นายสมนึก ระบุ

