วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

เผยตม.จับชาว'อุยกูร์'จากจีนแผ่นดินใหญ่

เผยตม.จับชาว'อุยกูร์'จากจีนแผ่นดินใหญ่

"ฮิวแมนไรต์วอตช์"ยันต่างด้าวกว่า 200 คนถูกตม.จับที่สงขลาเป็นชาว"อุยกูร์ "จากจีนแผ่นดินใหญ่ เผยลี้ภัยเพื่อหนีสงคราม

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 จ.สงขลา ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสวนยางในพื้นที่ ม.10 บ้านคลองต่อ ต.รัตภูมิ จ.สงขลา พบต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หลบซ่อนอยู่ในบริเวณสวนยางจำนวนทั้งสิ้น 220 คน แยกเป็นผู้ชาย 78 คน หญิง 60 และเด็ก 82 คน (อายุตั้งแต่ 3 เดือน-ไม่เกิน 10 ปี)

ความคืบหน้าวันนี้(14 มี.ค.) นายสุนัย ผาสุข ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าต่างด้าวกลุ่มนี้เป็นชาว อุยกูร์ จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ที่หนีภัยจากทางการจีนเพื่อเดินทางไปยังประเทศที่สาม สาเหตุที่ต่างด้าวเหล่านี้ต้องลี้ภัย เนื่องจากชาวอุยกูร์ มีปัญหากับทางการจีนมาเป็นเวลานานโดยทางการจีนมองว่าชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวจีน และชาวอุยกูร์ ยังพยามหลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่างๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชาวเติร์กทางด้านตะวันตก มากกว่ารัฐบาลกลางที่ปักกิ่งทางด้านตะวันออก จึงทำให้ทางการจีนมองว่าชาวอุยกูร์เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน จึงมีการส่งกำลังทหารเข้าไปกวาดล้างประหัดประหารกันมาตลอด ทำให้ชาวอุยกูร์บางส่วนพยายามลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม เพื่อหนีภัยสงคราม

นายสุนัย กล่าวอีกว่า เท่าที่ทราบทางสถานทูตจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบชาวอุยกูร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นที่น่าวิตกคือหากทางการไทยส่งตัวกลับประเทศจีน เชื่อว่าจะต้องถูกทำร้ายทารุณอย่างแน่นอน ดังนั้นในเบื้องต้นทางองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ได้ประสานไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ เพื่อดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนเหล่านี้ว่าจะอยู่ในความคุ้มครองของสหประชาชาติหรือไม่ หากอยู่ในความคุ้มครองก็ไม่สามารถส่งกลุ่มต่างด้าวเหล่านี้กลับประเทศได้ เพราะถือเป็นการลี้ภัยสงคราม

สำหรับความเป็นมาชาว "อุยกูร์" เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองของมณฑลซินเจียง ประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวฮั่นที่เป็นผู้ปกครองและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่ครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของจีน การดำรงอยู่ของชาวอุยกูร์นี่เองที่ทำให้ ซินเจียงกลายเป็นมณฑลเดียวของประเทศจีนที่มีชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ ในมุมมองของรัฐบาลกลางพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่ง ซินเจียงถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนตลอดมา โดยรัฐบาลได้มองข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ใหญ่โตมหาศาล อันเกิดขึ้นจากการที่มณฑลแห่งนี้ได้หลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่าง ๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอด และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่ในซินเจียงก็ยังรู้สึกว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชาวเติร์กทางด้านตะวันตก มากกว่ารัฐบาลกลางที่ปักกิ่งทางด้านตะวันออก

รัฐบาลกลางของจีนพยายามกลืนกลายชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ด้วยการส่งชาวฮั่นจำนวนมากเข้าไปอยู่อาศัยในมณฑลดังกล่าว จากที่ในปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) มีชาวฮั่นอยู่ในซินเจียงเพียง 5 แสนคน แต่ในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) กลับมีชาวฮั่นในมณฑลแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 7.5 ล้านคน หรือถือเป็นร้อยละ 42 ของประชากรจำนวน 18 ล้านคนในมณฑล นอกจากนั้น ชาวฮั่นยังกลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของเมืองอูรุมชี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียง เสียด้วย และยิ่งชาวฮั่นในซินเจียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ชาวอุยกูร์ก็ยิ่งพยายามขับเน้นอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เยาวชนชาวอุยกูร์รุ่นหลังเคร่งครัดในหลักการของศาสนาอิสลามยิ่งกว่าคนรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้พวกเขายังหันมาเรียนภาษาอารบิกกันมากขึ้น ซึ่งนี่อาจถือเป็นการประกาศว่าอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์นั้นมีความผิดแผกแตกต่างไปจากอัตลักษณ์ของชาวจีนฮั่นตั้งแต่ในระดับรากฐาน

แม้ชาวอุยกูร์ในเมืองเอกของมณฑลซินเจียงอย่างอูรุมชี อาจจะเริ่มมีวิถีชีวิตประจำวันคล้อยตามแบบชาวฮั่นอันเป็นคนกลุ่มใหญ่ของเมือง และหันมาหาเรื่องราวทางโลกย์ในสังคมสมัยใหม่มากขึ้น แต่สำหรับเมืองบริเวณชายแดนที่อยู่ติดกับดินแดนเอเชียกลางแล้ว รัฐบาลกลางของจีนยังต้องจัดส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมกิจกรรมทางการเมืองและบรรดาอิหม่ามในมัสยิดต่างๆ ของเมืองเหล่านั้นอย่างเข้มงวดกวดขัน เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เติบโตมากขึ้นทั้งนี้ กิจกรรมทางการเมืองในการแบ่งแยกดินแดนของชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงได้ถูกปลุกเร้าขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 เมื่อสหภาพโซเวียตแตกสลาย และรัฐมุสลิมเก่าแก่ทั้งหลายในเอเชียกลางได้มีโอกาสแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระที่มีเอกราชเป็นของตนเอง เช่น คาซักสถาน คีร์กิสถาน และอุซเบกิสถาน เป็นต้น ชาวอุยกูร์จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแยกตนเองออกมาเป็นรัฐอิสระในนาม "อุยกูริสถาน" หรือ "เตอร์กิสถานตะวันออก" บ้าง อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนได้พยายามใช้มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและการทูตอันชาญฉลาดมาหน่วงเหนี่ยวไม่ให้รัฐอิสระในเอเชียกลางต่าง ๆ ช่วยเหลือซินเจียงในการแยกตัวออกเป็นอิสระ และยังมีการกวาดล้างปราบปรามชาวอุยกูร์ มายาวนานหลายปี