วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'พระเทพฯ'ระดมสมองหยุดรุกป่า รักษาต้นน้ำน่าน

'พระเทพฯ'ระดมสมองหยุดรุกป่า รักษาต้นน้ำน่าน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดสัมมนาโครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ระดมสมองทุกภาคส่วน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำน่าน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปเป็นองค์ประธานเปิดการสัมมนาเชิงวิชาการ โครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ณ ศูนย์การเรียนรู้และบริการ เครือข่ายแห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจังหวัดน่าน ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน วันที่ 10 มี.ค. 2557 เพื่อแสวงหาแนวทางและวิธีการที่จะหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าน่านอย่างแท้จริง โดยมีวิธีการที่จะให้ประชาชนผู้อาศัยกับป่าไม้ สามารถดำรงชีพตามวิถีชีวิตการทำมาหากินกับป่าได้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่อง “การสร้างสำนึกในเด็กและเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” ว่า จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่น่าอยู่จังหวัดหนึ่ง การที่ได้เดินทางมาจังหวัดน่านหลายครั้ง ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่เป็นปัญหาอยู่มาก ได้แก่ ปัญหาพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้สภาพสมดุลตามธรรมชาติสูญเสีย มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การฟื้นฟูป่าให้ดีขึ้น หาทางให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนได้ แม้จะต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ปัญหาก็จะทวีความรุนแรงขึ้น

“หวังว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดน่าน ตลอดจนประชาชนที่เป็นเจ้าของจังหวัด เห็นความสำคัญของปัญหา และร่วมแรงร่วมใจในการแก้ปัญหา หาวิถีทางที่จะคงสภาพป่า เพื่อให้จังหวัดน่านสวยงามยิ่งขึ้น ประชาชนได้รับผลบุญทั่วกัน และช่วยกันรักษาไว้ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป”

เมื่อก่อนมีโครงการที่ชื่อว่า “น่านเขียวขจี” ประมาณ พ.ศ. 2520 กว่าๆ แต่ต่อมาเขียวขจีน้อยลง เมื่อเดือนพ.ย. 2538 ข้าพเจ้าได้พานักเรียนนายร้อย จปร. มาทัศนศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน ได้ทำคู่มือทัศนศึกษาจังหวัดน่านไว้ มีข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่ได้จากทางจังหวัดน่าน ส่วนหนึ่งกล่าวถึงป่าไม้ของจังหวัดน่าน โดยมีอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อย จปร. เป็นผู้รวบรวม มีใจความตอนหนึ่งว่า

“พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดน่านในปัจจุบันลดลงเรื่อยๆ เพราะถูกบุกรุกทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่สูง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบน้อย การบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เพื่อทำการเกษตรในรูปของการทำไร่เลื่อนลอย ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2507 มีพื้นที่ป่าจำนวน 6,251,400 ไร่ หรือ 87.19 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัด ต่อมาข้อมูลในปี พ.ศ. 2538 มีพื้นที่ป่าจำนวน 3,263,750 ไร่ หรือ 45.66 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ป่าถูกบุกรุกไปทั้งสิ้น 2,977,700 ไร่ หรือถูกบุกรุกเฉลี่ยปีละ 146,000 ไร่”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายอีกว่า จากการพูดคุยกับหลายหน่วยงาน ต่างเปรียบป่าไม้ เสมือน “ซูเปอร์มาร์เก็ต” จะใช้อะไรก็ไปหาได้ในป่า ปัจจัย 4 ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค ป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จะช่วยป้องกันน้ำท่วม ดินถล่ม ความแห้งแล้ง เริ่มต้นโครงการอาหารและโภชนาการในโรงเรียน เพราะว่าเป็นสถานที่ที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงได้ เริ่มจากการปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ ปลูกผัก พืชไร่ ให้ความรู้ว่าเมื่อบริโภคผักผลไม้แล้วจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมองดี

“ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องป่าเขาลำเนาไพรมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า การรักษาป่าไม้ ถ้าคนไม่ไปรังแกป่า ป่าก็จะกลับคืนธรรมชาติได้เอง เมื่อก่อนชาวบ้านถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยจึงไม่รุนแรงนัก ต่อมามีการทำลายป่าที่ทันสมัยขึ้น มีเลื่อยไฟฟ้า ทำให้การทำลายป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว หรือใช้วิธีเผาป่าทั้งภูเขาเพื่อให้มีพื้นที่ในการทำมาหากินมากขึ้น ที่จังหวัดน่านไม่พูดถึงการตัดไม้เป็นไม้เถื่อนแล้ว แต่ตัดไม้เพื่อปลูกพืชไร่อย่างเดียว สัตว์ตามธรรมชาติหมดไป เป็นการเผาซูเปอร์มาร์เก็ตให้หมดไป จึงอยากใช้เรื่องป่าไม้เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ดีที่สุดไปยังเด็กๆ ใช้รูปภาพไฟไหม้ป่า เผาป่า จะได้เห็นภาพที่น่าสังเวช แล้วจะได้ไม่ทำ อยากให้พิจารณาว่า ป่าไม้เป็นสิ่งสวยงาม เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นสมบัติของทุกคน เราจะได้เกิดความหวงแหน ไม่อยากทำลาย”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงย้ำว่า เน้นเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่อยู่รอบตัว สอนให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ เห็นความงดงาม ความน่าสนใจ เกิดความรัก ความผูกพัน หวงแหนในทรัพยากรของตนต่อไป

ทางด้าน นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โครงการ “รักษ์ป่าน่าน” เป็นความร่วมมือของ สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองทัพบก และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้สนับสนุน และประสานงาน ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

“โจทย์คือ จังหวัดน่าน ที่มี 15 อำเภอ 99 ตำบล 900 หมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 7.6 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากใน 10 อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ชาวน่านจะอิงชีวิตอยู่กับริมลำน้ำน่าน ซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลไปปยาไปจนถึงกรุเทพฯิมน้ำเป็นส่วนใหญ่ อนุกรักษ์ธรรมชาติเป็นของคู่กัน จนถึงกรุงเทพฯ ลุ่มแม่น้ำน่านมีมวลน้ำถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลของการศึกษาของสำนักงานสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากต้นน้ำทั้งสี่ ของประเทศไทย เป็นตัวเลขที่ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า เป็นข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริง”

น่าน เป็นจังหวัดที่มีภูเขามากที่สุดในประเทศไทย 87.2 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 6.4 ล้านไร่ นอกนั้นเป็นที่ราบริมลำน้ำเพียง 12.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ปัจจุบันป่าหายไปเรื่อยๆ การเก็บสถิติเป็นประเด็นสำคัญ วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ ใช้ดาวเทียมสำรวจข้อมูลป่าไม้เมืองน่าน สามารถย้อนข้อมูลได้กว่า 20 ปี ดาวเทียมดวงแรกเป็นของสหรัฐอเมริกา แต่เพิ่งหมดสภาพไปเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2556) แต่ยังมีดาวเทียมดวงที่สองชื่อ ดาวเทียมไทยโชค ที่ยิงขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2551 ผลการสำรวจเป็นที่น่าตกใจ ว่า กราฟการทำลายป่าตกลงอย่างน่าตกใจ ป่าไม้น่านหายไป เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายทำลายไปเรื่อยๆ

“ที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานที่พยายามแก้ไขปัญหานี้ ไม่ใช่ไม่มีใครทำดี ทุกคนพยายามสกัดกั้นปัญหานี้ ทั้งปลูกป่า ห้ามตัดป่า กั้นไม่ให้มาตัดป่า รวมทั้งวิธีการทางนิติศาสตร์ แต่ความตั้งใจที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ แนวโน้มอีกหนึ่งประการที่น่าสนใจ คือ ราคาพืชไร่ ยางพารา มูลค่าของการใช้ยากำจัดศัตรูพืชที่มีความโยงใยอย่างชัดเจน สะท้อนความเป็นจริงเศรษฐกิจของมนุษย์ ที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหากินตามพื้นที่ที่มีจำกัด เมื่อพื้นที่มีไม่พอ ก็ต้องขยายกระเถิบเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเป็นการทำลายบ้านตัวเองในอนาคต”

นายบัณฑูร กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่า ว่า เราอย่าหลอกตัวเอง ต้องหายุทธศาสตร์ที่มากกว่าเดิมที่ทำอยู่แล้ว เป็นยุทธศาสตร์ที่จะล้อมปัญหาให้อยู่ในกรอบให้จับต้องได้ ติดตามผลเป็นตัวเลขได้เป็นรายปี โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการเก็บตัวเลข และสามารถลงลึกได้ถึงระดับตำบลทั้ง 99 ตำบลของจังหวัดน่าน หาหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก ต้องรับผิดชอบ ต้องขึ้นเวทีนี้ทุกปี มาตอบความคืบหน้าทุกปี

“ใช้อำนาจของชุมชนทั้ง 99 ตำบล มาเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา มี 3 ฝ่าย นายก อบต. กำนัน และประธานสภาองค์กรชุมชน ที่จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อความก้าวหน้าและยับยั้งปัญหาของชุมชนนั้นๆ ให้ได้ ต้องแจกงานกันไปแบบนี้ ถึงจะมีหน่วยงานที่ทุกปีต้องมาวัดผลจากคะแนนสอบ แต่องค์กรอื่นๆ ทั้งในเมืองน่าน ทั้งจากที่อื่นที่มีองค์ความรู้มากมาย ต้องมาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการแก้ปัญหาให้ได้ผล”