เบนซ์อมรรัชดา สอนลูก

เบนซ์อมรรัชดา สอนลูก

อมร ตั้งบรรยงค์ (แซ่ตั้ง) เจ้าของเบนซ์อมรรัชดาถ่ายทอดประสบการณ์ แง่คิดในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ ให้เป็นเคล็ดลับความสำเร็จสำหรับทายาท

ประสบการณ์ "ไม่ใช่" สิ่งที่จะหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อทั่วไปและส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นการค้นหาเคล็ดลับความสำเร็จสำหรับ ทายาทรุ่นใหม่ ก็คือคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง

เพราะการถ่ายทอดประสบการณ์ แง่คิดในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ บางอย่างไม่สามารถหาได้ในตำราเรียน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อยู่ในคลังสมองของนักธุรกิจรุ่นเก๋าที่มีชั่วโมงบินสูงดังนั้น พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อส่งผ่านความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น ของครอบครัว "ตั้งบรรยงค์ (แซ่ตั้ง)"จึงเกิดขึ้น บนโต๊ะอาหารมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

คำสอน...มรดกอันล้ำค่า

บทเรียนชีวิตของคุณตาอมร ตั้งบรรยงค์ (แซ่ตั้ง) เจ้าของเบนซ์อมรรัชดา มักถูกถ่ายทอดผ่านบน "โต๊ะอาหาร"เสมอเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นโอกาสเดียวที่ทุกคนในครอบครัวจะอยู่รวมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ตามธรรมเนียมคนจีน -ไทยในวาระต่างๆ อาทิ เทศกาลตรุษจีน วันพ่อ วันแม่ ฯลฯ

"ผมเลี้ยงลูกหลานสไตล์คนจีน ทุกครั้งที่มีโอกาสเราจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน มีอะไรก็คุยกัน ผมสอนลูกหลานเสมอว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะดำเนินชีวิตได้เพราะกว่าที่ครอบครัวเราจะมาถึงทุกวันนี้ก็ต้องผ่าฟันอุปสรรค ไต่เต้าที่ละขั้น ด้วยความมุ่งมั่น อดทน และมีระเบียบวินัยแบบทหาร"

คุณตาเริ่มต้นจากชีวิตของทหาร ทำให้มีโอกาสไปต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จึงได้เห็นความเจริญก้าวหน้าต่างๆและสามารถนำมาใช้ในการทำธุรกิจภายหลัง เริ่มจากร้านกาแฟ มาเป็นร้านอาหาร ขยับขยายเป็น

ผับบาร์ในยุคแรกๆของเมืองไทย มีการเปิดแผ่นเสียง มีสาวเสิร์ฟ จากนั้นแบนเข็มมาทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์ เริ่มจากฝากขายแล้วตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจรถยนต์อย่างจริงจัง ในนามของ "เบนซ์อมรรัชดา" คุณตาอมร บอกว่า เคล็ดลับความสำเร็จของการใช้ชีวิตและทำธุรกิจอยู่ที่การไม่ยอมย่ำเท้าอยู่กับความสำเร็จในอดีต แต่พร้อมก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ก้าวแล้วก้าวเล่า รวมทั้งศึกษาข้อดีของคนในแต่ละเชื้อชาติแล้วนำมาปรับใช้ในการทำธุรกิจ

"คนทุกเชื้อชาติจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน ยกตัวอย่าง คนจีนถูกสอนเรื่องความขยัน หมั่นเพียร รู้จักกินรู้จักใช้ ส่วนแขกจะสอนให้รู้จักคิด ยกตัวอย่าง การผ่อนของแทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อเงินสด ส่วนฝรั่งจะนิยมวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้า10-20 ปีและให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลา รู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และนำมาปฏิบัติตัวให้เหมาะสม"

หนทางสู่ความมั่งคั่ง

นอกจากนี้ ครอบครัวคนจีนมักจะถูกสอนว่า ช่วงตรุษจีนให้หยุด 5 วันแล้วใช้เงินให้เต็มราวกับเศรษฐี แต่ที่เหลืออีก 360 วันให้ทำมาหากินให้เต็มที่ ส่วนปัจจุบันคนส่วนหนึ่งทำงานปีหนึ่งไม่ถึง 200วัน ฉะนั้นระหว่างคนที่ทำงาน 360 วัน กับคนทำงาน 200 วัน คุณคิดว่า ใครจะมีโอกาสร่ำรวยมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ คุณตาอมร จะคอยพร่ำสอนให้กับลูกๆหลานๆฟังอยู่เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปลูกฝังแนวคิดการมีสติในการใช้เงินให้คุ้มค่า ทั้งในรูปแบบของการบอกเล่า และลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างจนกลายเป็น"ไอดอล"ของหลานๆ เพราะทุกเทศกาลสำคัญจะมีการจัดงานพบปะสังสรรค์ ลูกสาวทั้ง4 คนรวมถึงหลานๆอีก10 คนจะต้องมารับประทานอาหารด้วยกันและทุกครั้งคุณตาอมร จะให้โอวาท หากหลานคนไหนมีความในใจอะไรสามารถพูดคุยได้ เหมือนเป็นวันเปิดใจในครอบครัว

"คุณตามักจะบอกหลานตลอดว่า มีอะไรเข้ามาคุยกับตานะและทุกครั้งที่พวกเขาเข้ามาคุยกับคุณตาก็มักจะได้ทริคเล็กๆน้อยๆตลอด ยกตัวอย่าง พอหลานเขาอยากทำร้านกาแฟ คุณตาก็สนับสนุนเพราะเคยมีประสบกาาณ์ทำร้านกาแฟมาก่อน หลานๆจึงตั้งชื่อว่า ร้านกาแฟตาตั้ง คือไม่ว่าลูก หลานหรือแม้แต่ลูกเขย อยากทำอะไร ก็จะให้การสนับสนุนทุกอย่าง" คุณอรพันธ์ ลูกสาวคนที่สอง เล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

หากลูกหลานต้องการลงทุนทำธุรกิจอะไรก็ตาม คุณตาอมร จะส่งเสริม ให้ไปศึกษาหาข้อมูลและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งเข้าอบรมสัมมนาทางวิชาการเพื่อช่วยเพิ่มความรู้ได้ดีอีกวิธีหนึ่งเสมือนเป็นการลงทุน เพื่อซื้อความรู้เหล่านั้นมา เพราะคนทำธุรกิจต้องกล้าลองผิดลองถูก ถ้าลงทุนแล้วประสบความสำเร็จถือว่า โชคดี แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้คิดว่า เป็นซื้อความรู้

คุณอรพันธ์ เล่าว่า คุณพ่อ (อมร)กับคุณแม่ (พวงผกา)จะทำเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานเห็นตั้งแต่เล็กว่า ท่านทั้งสองทำงานหนักมาตลอด เป็นคนที่มีหัวคิดก้าวหน้า มองการณ์ไกล และพร้อมปรับตัวตลอดเวลา ซึ่งลูกๆหลานๆ ต่างซึมซับจากคำสอนและมีสายเลือดในการทำธุรกิจด้วยกันทั้งสิ้น

"คุณพ่อจะให้ความสำคัญกับลูกหลานทุกคนเสมอภาคกัน หลักตอนนี้ คุณพ่อจะทำหน้าคอยสังเกต แนะนำ ตักเตือนหลานๆ และให้กำลังใจพวกเขาในการดำเนินชีวิตและทำธุรกิจ หากเห็นข้อบกพร่องอะไรก็จะคอยบอกให้พวกเราแก้ไข รวมทั้งสร้างเกราะคุ้มกันลูกหลานด้วยการดึงให้เข้าอยู่ใกล้กับธรรมะ

โดยการจัดให้มีการใส่บาตร นิมนต์พระมาเทศน์ทุกวันเสาร์ต้นเดือนเพื่อดึงลูกหลานเข้ามาฟังธรรมะ ตรงนี้เป็นไอเดียของคุณแม่ เพราะเชื่อว่าการได้ฟังธรรมจากพระทำให้เราได้ข้อคิด มีจิตใจโอบอ้อมอารี อ่อนโยนมีศีลธรรมเท่ากับเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันตัวเอง" คุณอรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย