กองทัพเตรียมพร้อมกำลังรบเฝ้าระวังพระวิหาร

กองทัพเตรียมความพร้อม "กำลังรบ" เฝ้าระวัง "จุดไฟ" ใกล้พระวิหาร
ต้องยอมรับว่าถึงนาทีนี้ คดีปราสาทพระวิหารกลายเป็นความเปราะบางในสถานการณ์การเมืองไทยมากกว่าที่คาดเอาไว้เดิม...
หนึ่งสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือน ต.ค. ที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคงสรุปรายงานถึงรัฐบาลหลังประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วว่า กระแสคดีปราสาทพระวิหารจุดไม่ติด ปลุกไม่ขึ้น และจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ว่า
1.รัฐบาลเปิดเกมช่วงชิงการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนก่อน
2.รัฐบาลแสดงท่าทีโอนอ่อนเข้าหากัมพูชา ไม่ใช้ท่าทีแข็งกร้าวหรือเอาแพ้เอาชนะในทางคดี
3.กัมพูชารับปากว่าจะไม่หยิบคดีปราสาทพระวิหารขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน หรือฝ่ายค้านของนายสม รังสี เพราะกัมพูชามีแต่ชนะกับเสมอ ขณะที่ไทยมีแต่เสมอกับแพ้ แต่กลับเล่นบทเด็กดียอมรับคำพิพากษาทุกกรณี
มีรายงานว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทยบางหน่วยที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับ นายสม รังสี ต่อสายถึงผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชารายนี้ เพื่อสำทับความเข้าใจกันอีกครั้งว่าจะไม่ใช้ประเด็นปราสาทพระวิหารมาปลุกกระแสล้มรัฐบาลแน่ๆ ปรากฏว่าได้รับคำยืนยันอย่างหนักแน่นจากเจ้าตัว
ตรึงกำลังในเขตอธิปไตย
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพได้เตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้มข้น เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา (รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ) ก็เดินหน้าเรื่อง "คณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย ไทย-กัมพูชา" หรือ เจดับบลิวจี (Joint Working Group) จัดการพื้นที่เขตปลอดทหารตามมาตรการชั่วคราวของศาล ส่วนพื้นที่นอกเขตปลอดทหารก็ยังคงมีกำลังทหารตามขอบเขตใต้อธิปไตยของไทย เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ทหารก็อยู่ตรงนั้น
ตลอดมามีการปะทะกันประปราย ส่วนใหญ่เป็นความเข้าใจผิด เผอเรอ และอุบัติเหตุ
สั่งเตรียมพร้อมกำลังรบ!
สำหรับการเตรียมการของฝ่ายทหารเพื่อรองรับคำพิพากษาของศาลโลกนั้น มี “กองทัพไทย” เป็นเจ้าภาพ โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากทุกเหล่าทัพ และมีเสนาธิการทหารเป็นประธาน
แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานทางทหาร กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เป็นภารกิจของทหาร คือ การเตรียมพร้อมกำลังรบ ซึ่งได้มีการวางแผนรับมือเอาไว้สำหรับทุกสถานการณ์
"มีการวางซีนารีโอต่างๆ ตั้งแต่ดีที่สุดสำหรับไทย ถึงเลวร้ายที่สุดสำหรับไทย หากต้องรบจะใช้กำลังระดับไหน ความพร้อมรบอยู่ในระดับใด ทั้งในแง่กำลังพล ไปจนถึงกระสุนและน้ำมัน กระทั่งงบประมาณที่ต้องเตรียมไว้ด้วยเช่นกัน”
"แผนงานเหล่านี้เป็นหน้าที่โดยตรงของทหาร ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทราบทั้งหมด แต่ฝ่ายทหารต้องมีแผนของตัวเองว่าหากสุดท้ายเกิดต้องรบขึ้นมาจริงๆ จะต้องทำอะไรบ้าง"
ส่งรายงานพร้อมแผนที่ถึงรัฐบาล
ส่วนแนวโน้มคำพิพากษาของศาล ฝ่ายทหารประเมินเหมือนกับหน่วยอื่นๆ คือมี 4 แนวทาง จึงได้จัดทำรายงานเป็นตุ๊กตาขึ้นมาว่า หากศาลพิพากษาแนวทางที่ 1 จะเกิดอะไรขึ้น แนวทางที่ 2-3-4 จะเกิดอะไร โดยแต่ละแนวทางมีแผนที่แนบเสนอรัฐบาลไปด้วยว่าไทยจะเสียอะไร แค่ไหน เพราะทางได้ไม่มีเลย
“เราแนบแผนที่ไปพร้อมกับรายงานการประเมินผลคำพิพากษาแต่ละแนวทางว่าถ้าศาลตัดสินแบบนี้จะเสียพื้นที่เท่าไร และเปรียบเทียบกันระหว่างแต่ละแนวทาง แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักแนวทางไหนเป็นพิเศษ และไม่ได้เสนอแนะอะไรไปยังรัฐบาล เพราะทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะตัดสินใจอย่างไร แม้กระทั่งการจะรบหรือไม่รบ” แหล่งข่าวระบุ
ไม่ต้องปฏิบัติตามศาล (ทันที)
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า รายงานอีกส่วนหนึ่งที่ได้เสนอขึ้นไป คือ กรณีศึกษา หรือ case study ซึ่งเป็นคดีที่ศาลโลกเคยตัดสินแล้ว เท่าที่ได้ค้นคว้าดูพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 3 กรณีที่คู่ความไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลโลก คือ คดีสหรัฐกับนิการากัว คดีอัลบาเนียกับอังกฤษ และกรณีการสร้างกำแพงของอิสราเอลในเยรูซาเล็มพื้นที่ของปาเลสไตน์
อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศตีความคดีเหล่านี้อีกมุมหนึ่งว่า เป็นการถอนฟ้อง (กรณีนิการากัว) ปฏิบัติตามแต่ล่าช้า (กรณีอัลบาเนีย) และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล (กรณีสร้างกำแพง แต่เป็นคำแนะนำที่ไม่มีผลผูกพัน)
"เราไม่ปฏิเสธมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศ แต่มุมมองของฝ่ายทหารคือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติทันที ซึ่งกรณีศึกษาเหล่านี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ไทยอาจใช้หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมากๆ จากคำพิพากษา"แหล่งข่าวระบุ
เฝ้าระวัง"สุมไฟชายแดน"
ประเด็นที่ฝ่ายทหารและหน่วยงานความมั่นคงเห็นตรงกันและมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุด ก็คือ การจุดประเด็นขัดแย้งตามแนวชายแดน ทั้งการปลุกระดม ปลุกปั่น และการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น เช่น การยิงปะทะโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เพื่อจุดกระแสให้เกิดการยิงต่อสู้และบานปลาย
"เรากำลังจับตาอยู่ เพราะต้องระวังสิ่งที่เรียกว่าภัยแทรกซ้อน ซึ่งการข่าวก็ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีหน่วยที่ไม่ถูกต้อง หรือหน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เข้าไปปฏิบัติทางยุทธวิธีบางอย่างเพื่อจุดกระแสให้เกิดเรื่องขึ้นมา"พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นงคงแห่งชาติ (สมช.)กล่าวกับผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น
ทั้งนี้ เมื่อให้ขยายความว่า “หน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่” หมายถึงอะไร พล.ท.ภราดร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวขององค์กรในลักษณะการกุศลหรือทำงานเพื่อสังคมบางแห่งที่อ้างภารกิจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนเป็นจำนวนมาก โดยกำลังติดตามดูว่ามีการสะสมกำลังคนและติดอาวุธหรือไม่
"เราพยายามมองในแง่ดีไว้ก่อน แต่องค์กรที่ว่านี้ก็มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ ทางฝ่ายความมั่นคงจึงต้องเฝ้าระวัง"
เครือข่ายชายแดนเฝ้าระวัง
สำหรับแนวทางการรับมือหากมีการสร้างสถานการณ์เพื่อจุดกระแสขึ้นจริงนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ได้ประสานกับฝ่ายปกครองให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และทำประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยา หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนในพื้นที่จะได้รายงานหรือแจ้งข้อมูลให้รัฐบาลทราบ
“เท่าที่เราส่งทีมงานเข้าไปในพื้นที่ ยืนยันได้ว่าชาวบ้านเขาไม่อยากให้รบ ฉะนั้นถ้าชาวบ้านเห็นสิ่งแปลกปลอมหรือความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยว่าจะเป็นภัยแทรกซ้อน ก็จะส่งข่าวให้เราทราบ มั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้” เลขาธิการ สมช.ระบุ




