วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขยายอายุเกษียณ รับมือ'สังคมสูงอายุ'

"ผลสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับแนวคิดในการขยายอายุการทำงาน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ต้องการมีรายได้เพื่อดำรงชีวิต" พิสุทธิ์ กุลธนวิทย์

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด เนื่องจากประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจำนวนขึ้นเกินกว่าร้อยละ 25 ของโครงสร้างประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหลือเพียง 1.6 คน จาก 4.9 คน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยอาจเจอทั้งปัญหาด้านคุณภาพชีวิต ขาดแคลนแรงงาน และปัญหาการคลังตามมาในระยะอันใกล้นี้

โดยเฉพาะปัญหาการลดจำนวนลงของประชากรวัยทำงาน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาครัฐเพียงอย่างเดียว ทว่าในภาคเอกชนก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากไม่แพ้กัน ข้อมูลจากสถาบันสร้างเสริมขีดความสามารถในมนุษย์ ได้คาดการความต้องการแรงงานใน ปี 2563 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ มีความต้องการแรงงานถึง 1.8 แสนคน กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กว่า 1 แสนคน กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนกว่า 6 หมื่นคน และกลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร แม่พิมพ์อีก 5.4 หมื่นคน ทำให้ภาพรวมการขาดแคลนแรงงานระยะ 10 ปีข้างหน้า จึงอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน

นงนุช สุนทรชวกานต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงผลการศึกษาในการขยายอายุทำงานภาคเอกชนพบว่า การขยายอายุเกษียณออกไปจาก 55 ปี เป็น 60 ปี น่าจะช่วยให้แรงงานทำงานต่อไปได้ยาวนานขึ้น จากการวิจัยผลิตภาพแรงงานตามอายุของแรงงาน และการทำงานของแรงงานสูงอายุในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการค้าและบริการ และภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ และโรงแรม-ภัตตาคาร พบว่า ภาคการค้าและบริการ มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดของผลิตภาพแรงงาน ในช่วงอายุ 50-54ปี แรงงานในภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ และโรงแรม-ภัตตาคาร ในช่วงอายุ 55-59 ปี แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภาพแรงงานสูงอายุจะต่ำกว่าวัยหนุ่มสาว

เธอบอกว่า จากผลการศึกษาวิจัยในข้างต้นชี้ให้เห็นว่า แรงงานในภาคการค้าและบริการ และแรงงานในภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ และโรงแรม-ภัตตาคาร สามารถทำงานได้ยาวนาน เนื่องจากสามารถใช้ความรู้ ประสบการณ์และความชำนาญที่สั่งสมมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีโอกาสในการปรับตำแหน่งงานตามสายงาน ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวและเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น ต่างจากแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นน้อย และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี จะเกิดความเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายงานที่ทำ เนื่องจากลักษณะงานและสภาพแวดล้อมมีรูปแบบเหมือนเดิม

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นภาคสนามของ พิสุทธิ์ กุลธนวิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการสอบถามความคิดเห็น การขยายอายุเกษียณของแรงงานกลุ่มตัวอย่าง 179 คน ทั้ง 3 ภาคอุตสาหกรรมข้างต้น พบว่า ส่วนใหญ่แรงงานมีความต้องการทำงานต่อสูงถึง 150 คน โดยภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ และโรงแรม-ภัตตาคาร ให้เหตุผลถึงความต้องการทำงานต่อคล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชิงบวก เช่น รายได้ดี สวัสดิการดี ผูกพันกับองค์กร องค์กรมีความมั่นคง ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิต แม้ต้องการทำงานต่อแต่เหตุผลส่วนใหญ่กลับเป็นไปเชิงลบ เช่น ไม่มีเงินออม รายได้ไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่มีที่ไป

"โดยภาพรวมเหตุผลของแรงงานที่ต้องการทำงานต่อ อันดับหนึ่งเพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ในขณะที่เหตุผลของแรงงานที่ไม่ต้องการทำงานต่อนั้น ส่วนใหญ่ตอบว่าต้องการออกไปดูแลครอบครัว เนื่องจากบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย รองลงมาคือต้องการพักผ่อน ท่องเที่ยว และสุขภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน" นายพิสุทธิ์ กล่าว

เขาบอกว่า สำหรับความเห็นของนายจ้างจากการสอบถามผู้ประกอบการ 18 แห่ง พบว่า สัดส่วนการจ้างงานแรงงานอายุ 50 ปีขึ้นไปนั้น ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 10 ซึ่งนายจ้างส่วนใหญ่มีมุมมองเหมือนกันตรงที่ต้องการจ้างงานเป็นรายบุคคลมากกว่า ประเมินจากศักยภาพและความพร้อมด้านสุขภาพของแรงงานเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตามในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ค่อนข้างชัดเจนว่าแรงงานที่อายุเกิน 50 ปี ขึ้นไป นายจ้างไม่ค่อยอยากจ้างต่อ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกขณะ ดังนั้นในสถานประกอบการรายใหญ่จึงมักนำเทคโนโลยี เครื่องจักรกลหรือหุ่นยนต์เข้าทดแทนกำลังคน

ในขณะที่ภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ ก็จะมีกลไกในการคัดกรองอายุแรงงานโดยธรรมชาติ เนื่องจากแรงงานในภาคนี้จะถูกใช้งานหนักในช่วงอายุ 30-40 ปี เช่น พนักงานขายต้องทำงานโดยไม่ได้หยุดตามวันหยุดนักขัตฤกษ์ พอถึงระยะหนึ่งก็จะอ่อนล้าและส่วนใหญ่เมื่อมีโอกาสก็จะเปลี่ยนงาน ดังนั้นภาคการขายส่ง-ขายปลีกฯ จึงไม่พบเจอแรงงานที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป

นายพิสุทธิ์ บอกว่าจากการพูดคุยกับแรงงานกลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 3 ภาคอุตสาหกรรม แม้ว่าจะไม่ถือว่าเป็นจำนวนที่ครอบคลุมทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับแนวคิดในการขยายอายุการทำงาน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ต้องการมีรายได้เพื่อดำรงชีวิต โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตถือเป็นกลุ่มที่มีเงินออมน้อยที่สุด แต่ด้วยลักษณะการทำงานกลับไม่เอื้อต่อแรงงานสูงอายุ จึงมีคำถามว่าเป็นไปได้ไหมที่ทางผู้ประกอบการจะจ้างงานเป็นรายชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานสูงอายุมีรายได้ต่อไปในขณะที่ร่างกายยังมีศักยภาพทำงานได้อยู่

ด้านนายสุเมธ มโหสถ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน บอกว่า จากข้อมูลด้านโครงสร้างประชากรศาสตร์ ถือว่าปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะสัดส่วนแรงงาน 2 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้นในช่วง 10 ปี ข้างหน้า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสนับสนุนการจ้างงาน โดยมาตรการดังกล่าวจะต้องดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมกันดำเนินการ ทั้งตัวแทนจากฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

เขาบอกว่า สำหรับการจ้างงานต่อในส่วนของลูกจ้างนั้น ประเด็นสำคัญคือจะต้องดูด้วยว่าสภาพงานที่ทำนั้นสอดคล้องกับสภาพร่างกายผู้สูงอายุหรือไม่ หากไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ อัตราค่าจ้างจะต้องถูกปรับลดลงอย่างไร

ซึ่งแม้ว่าการขยายอายุเกษียณจะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันในการทำงานต่อ แต่หากทำงานไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้จะทำให้เสียสิทธิในการรับเงินสวัสดิการที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ ตรงนี้ต้องมีการพูดคุยและกำหนดมาตรการชดเชยอย่างเหมาะสม

"ในส่วนของนายจ้างต้องยอมรับว่า การประกอบธุรกิจก็คือการหวังผลกำไร ดังนั้นในเรื่องของผลิตภาพแรงงานจะต้องมีการตกลงกันให้ชัดเจนว่า กลุ่มแรงงานสูงอายุจะสามารถสร้างผลิตภาพได้มากน้อยขนาดไหน สำหรับหน่วยงานรัฐก็เช่นเดียวกันแม้เป็นที่ชัดเจนว่าการจ้างงาน จะส่งผลดีต่อรายได้รวมของประเทศ แต่ส่วนตัวไม่สนับสนุนการออกกฎหมายมาบังคับ เพราะการจ้างงานต่อควรต้องอิงจากศักยภาพการทำงานเป็นหลัก" เขาทิ้งท้าย