วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พลังใจ'ยาวิเศษสู้มะเร็ง

สาววัย 29 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคธาลัสซีเมียหรือเลือดจาง

สาววัย 29 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคมะเร็ง ครอบครัวก็ไม่มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ไม่มีใครเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเลือดจาง

อาการผิดปกติของ 'นภัสรพี สรรคประศาสน์' ในวัย 29 ปี เริ่มปรากฏในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อาการท้องป่องตั้งแต่ใต้ราวนมลงไป ละม้ายกับคนท้องอ่อนๆ กดลงไปหลังกินข้าวจะมีลักษณะท้องแข็ง ก็ยังไม่คิดว่านั่นคือสัญญาณเตือนจากร่างกาย แต่กลับคิดว่าคงกินมากแล้วอ้วนมากกว่า

กระทั่งเดือนมกราคม เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย อยากจะนอนตลอดเวลาแม้ว่าแต่ละวันนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง น้ำหนักตัวเริ่มลดลงและเบื่ออาหาร จึงตัดสินใจที่จะปรึกษาแพทย์ ซึ่งใช้เวลาตรวจร่างกายและวินิจฉัยเลือดอยู่ 2 วันจนแน่ใจว่ามีแนวโน้มที่จะเป็น "มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์" หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล (CML)

เพราะเม็ดเลือดขาวมีความผิดปกติชัดเจน รวมถึงอาการท้องโตที่มีต้นเหตุมาจากม้ามโต จึงตรวจไขกระดูกเพิ่มเติม ซึ่งต้องรอผลนานร่วม 2 สัปดาห์เพื่อยืนยันข้อวินิจฉัยของแพทย์

“หลังจากรู้ว่าตัวเองป่วย ก็ยังไม่เชื่อเสียทีเดียว ตัดสินใจหาหมออีกสองแห่งเพื่อความมั่นใจ หลังจากได้รับคำตอบช็อคโลกแล้ว ช่วง 3 วันแรกแทบไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเลย เหมือนคนหมดหวัง เครียด วิตกกังวลและกลัว เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญอะไรบ้าง ขึ้นชื่อมะเร็งอย่างไรก็น่ากลัว” เธอถ่ายทอดความรู้สึก

เธอตกอยู่ในภวังค์นั้นได้ไม่นาน เพราะด้วยพื้นฐานของครอบครัวที่ชอบศึกษาธรรมะ คนรอบข้างต่างหยิบยื่นหนังสือธรรมะ หนังสืออัตชีวประวัติของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายรวมถึงหนังสือดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วย เพื่อสร้างกำลังใจที่เข้มแข็งให้มีพลังต่อสู้กับโรค

ขณะเดียวกันเธอเริ่มหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับ"มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์" อย่างจริงจัง กระทั่งรู้และเข้าใจมะเร็งไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ส่วนโรคของเธอเกิดจากการที่เซลล์ในไขกระดูกถูกแทนที่โดยเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด ทำให้ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ และที่สำคัญมีโอกาสที่จะรักษาหลายวิธี ทั้งการให้เคมีบำบัดและการกินยา โดยไม่ต้องปลูกถ่ายกระดูกให้ยุ่งยากและทรมานร่างกายอย่างที่เข้าใจกัน

เธอมีโอกาสรับฟังประสบการณ์จากผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกัน จากกิจกรรมที่จัดโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอื่นๆ ร่วมด้วย ทำให้เธอเข้าใจโรคดีขึ้นรวมถึงตัดสินใจเลือกรับการรักษาด้วยยากิน ภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติจีแพป (GIPAP) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยบริษัทโนวาร์ตีส โดยบริจาคยาอิมมาตินิบเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังและมะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารชนิดจีสต์โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น

ทั้งนี้ แต่ละปีจะมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังทั่วโลก จำนวน 1 ถึง 2คนต่อประชากร 100,000 คน และเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบในผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 15 ถึง 20

“โรคนี้เป็นแล้วไม่หาย จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ไปตลอดชีวิต เพราะอาการของโรคอาจเกิดซ้ำอีกเมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตยืนยาวนานที่สุดคือ กำลังใจ ทั้งจากตัวเองและครอบครัวที่จะทำให้มีแรงต่อสู้กับโรค” นภัสรพี กล่าวและว่า กำลังใจทำให้มีพลังที่จะดูแลตัวเองตามที่แพทย์แนะนำ ไม่ว่าเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย แต่หากท้อเมื่อใดนั่นหมายถึงร่างกายก็จะอ่อนแอและโรครุมเร้าอย่างชัดเจน แม้เป็นเพียงแค่โรคหวัดธรรมดาก็อาจทำให้ถึงกับนอนหยอดน้ำข้าวต้มได้

นภัสรพีค้นพบสัจธรรมของคำว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" หากใจสู้ ร่างกายก็จะเข็มแข็งไปด้วย มันเป็นกลไกอัตโนมัติ หากคิดว่าเราสู้กับมันได้ ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่หากไม่คิดสู้ก็จะไม่มีวันเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้เลย

"การรู้ทันโรคว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และอนาคตต้องรับมืออย่างไร จะทำให้เกิดความสบายใจขึ้นระดับหนึ่ง และยิ่งมีกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง กำลังใจที่จะสู้กับโรคยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไร คนป่วยทุกคนก็พร้อมจะรับมือกับโรคอย่างมีความสุข” นภัสรพีกล่าว