วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัชชาติ'ดีเบต'กรณ์'ลงทุน2ล้านล้าน

"ชัชชาติ"ดีเบต"กรณ์"ลงทุน 2 ล้านล้าน Business Talk "กรุงเทพธุรกิจทีวี"จัดเต็ม"ชัชชาติ"พร้อมลุย กลัวเสียโอกาส "กรณ์"บอกไม่จำเป็นต้องกู้นอกงบ

หลังพ.ร.บ.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ผ่านสภาไปแล้ว มีประเด็นน่าสนใจว่า รัฐบาลจะลงทุนปีแรกอย่างไร และโครงการจะสะดุดหรือไม่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงความโปร่งใสของโครงการ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีคำตอบในรายการ"Business Talks" ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี

นายชัชชาติ ได้อธิบายถึง พรบ.เงินกู้ 2ล้านล้านว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงรายละเอียดต่อวุฒิสภาในวันที่ 7-8 ต.ค.นี้ และมั่นใจว่าการออกพ.ร.บ.เงินกู้ดังกล่าวถูกต้อง เพราะได้หารือกับสำนักงานกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลแล้ว หากพ.ร.บ.นี้มีปัญหาถูกตีความว่าขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว แต่ยังคงเดินหน้าโครงการที่ศึกษาไว้ไปก่อน ซึ่งการลงทุนปีแรก1.2 แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่มีปัญหา แต่การลงทุนปีที่ 3-4 คงต้องพิจารณาความเป็นไปได้อีกครั้ง

ประเดิมลงทุนปีหน้ารถไฟทางคู่ 5เส้นทาง

ปี 2557 จะเป็นปีแรกที่จะดำเนินโครงการตามแผน 7 ปี จากโครงการหลัก 53 โครงการ โดยจะลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทาง ลพบุรี-ปากน้ำโพ 2. ขอนแก่น 3.นครปฐม-หัวหิน 4.ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และ 5. มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-โคราช นอกจากนั้นยังจะมีการก่อสร้างถนน 4 เลน และซ่อมถนนเพชรเกษมในภาคใต้ และถนนพหลโยธินในภาคเหนือ เบื้องต้นจะใช้วงเงินประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนการลงทุนปีที่ 2 ลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาทและปีที่ 3-4 อาจลงทุนในวงเงินประมาณ 4แสนล้านบาท

โครงการรถไฟความเร็วสูงหรือ ไฮสปรีด เส้นทางกรุงเทพ- เชียงใหม่ ระยะทาง 1,300 กม. ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของจำนวนผู้โดยสารและผลตอบแทนการลงทุนว่าเป็นเท่าไหร่ ซึ่งคาด 5 ปีแรก จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายการลงทุนได้ และมีรายได้ก่อนหักภาษี (EBIDA) เป็นบวกได้ ขณะที่เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ในอนาคตเชื่อว่า จะเชื่อมโยงไปถึงกันได้ แต่การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคงไม่มีปัญหาการขยายเส้นทาง หากการบริหารจัดรายได้จากค่าตั๋ว 50% และหาธุรกิจอื่นมาเสริม เช่น พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริเวณสถานี จะทำให้มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ ส่วนการร่วมทุนกับจีนลงทุนโครงการรถไฟฟ้า ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะไทยถือหุ้น 51%จีน 49% บริษัทร่วมทุนจะถือเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นภาระหนี้ที่ก่อขึ้น จะกลายเป็นหนี้สาธารณะของประเทศไปด้วย

ชี้ลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

นายชัชชาติ ย้ำว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ ทุกโครงการมีกำหนดไว้เป็นนโยบาย รัฐบาลไม่มีการบิดพลิ้วจากที่แถลงไว้ในสภา การกู้เงินที่มีความกังวลว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ทุกโครงการต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียด มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และพัฒนาไปสู่อนาคตของประเทศ ไม่ใช่การแจกเงิน หากโครงการใดไม่คุ้มค่าก็ต้องพิจารณาใหม่ โครงการต้องเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ และเป็น Grow Engine หากไม่เหมาะสมจริงๆ ก็คงไม่ทำ"

"การลงทุนโครงการ 2ล้านล้านบาท เป็นการมองเห็นอนาคตประเทศใน 7 ปีข้างหน้า อยากถามว่า หากไม่ลงทุนตอนนี้จะเสียโอกาสไปแค่ไหน ต้นทุนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเราใช้เวลาไม่คุ้ม ถ้าไม่ทำตอนนี้ในอนาคตจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ เมื่อ 20 ปีก่อนต้นทุนค่าใช้จ่ายโครงการรถไฟทางคู่ ราว 8 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้ 4 แสนล้านบาท"

รมว.คมนาคม ยังอธิบายถึงแนวทางการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันว่า รัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ควบคุมการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาทุจริตต้องแก้ที่ต้นทุนทุจริต ได้แก่ การเปิดเผยราคากลาง ควบคุมคุณภาพ และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยรัฐบาลได้ดึงภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันของเอกชน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อตรวจสอบทุกโครงการ เรียกว่าเป็นทีมไทยแลนด์ เพื่อยกระดับความโปร่งใส

"กรณ์"ข้องใจทำไมต้องใช้เงินกู้ทั้งหมด

นายกรณ์ ให้ความเห็นว่า ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลในแง่ของการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท แต่ไม่เห็นด้วยในแง่ที่มาของแหล่งเงินใน 2 ประเด็นหลัก เพราะเงินในระบบงบประมาณประจำปี มีเพียงพอที่รัฐบาลจะใช้ลงทุน โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่ตั้งงบขาดดุลไว้ 2.5 แสนล้านบาท แต่เพดานที่รัฐบาลสามารถตั้งขาดดุลได้มีถึง 5.5 แสนล้านบาท หมายถึงรัฐบาลยังมีช่องว่างที่กู้เพิ่มได้อีก 3 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ประมาณ 1แสนล้านบาท จากโครงการ 2 ล้านล้านบาทในปีแรก

"จำเป็นด้วยหรือ ที่ต้องเป็นเงินกู้ทั้งหมด ขณะที่การใช้เงินในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องกู้นอกระบบงบประมาณ"

ทั้งนี้มีการถกเถียงทางเทคนิคว่า เงินกู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นเงินของแผ่นดินหรือไม่ ถ้าเป็นเงินแผ่นดิน ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 169 ที่ระบุว่า เงินแผ่นดินสามารถใช้จ่ายด้วย 4 กฎหมายเท่านั้น แต่การออกกฎหมายพิเศษแบบนี้ ไม่เข้าข่าย แต่ความเข้าใจทั่วไป ถือเป็นเงินที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ สุดท้ายการชำระคืนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นก็ต้องมาจากงบประมาณ ดังนั้นจะ ไม่เรียกว่าเป็นเงินแผ่นดินอย่างไร

ในแง่ของวินัยการเงินการคลัง นายกรณ์ มองว่า หากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต ให้ออกพ.ร.บ.ลักษณะนี้ได้ เชื่อว่าในอนาคตทุกรัฐบาลคงไม่ต้องพึ่งพาระบบงบประมาณ หรือไม่ต้องมีกฎหมายงบประมาณก็ได้ และสภา ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเอกสารอย่างละเอียดเหมือนงบประมาณปกติ เพดานหนี้สาธารณะที่มีไว้ควบคุมไม่ให้รัฐบาลสร้างการขาดดุลเกินจำเป็น ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพการเงินการคลังของประเทศ

ดังนั้นไม่ว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน จะสะดุดหรือไม่ กระทรวงคมนาคมสามารถเดินหน้าความพร้อมเดินหน้าโครงการได้ หากยืนยันว่า ทุกโครงการเหมาะสมและสามารถหาเงินได้แน่นอน เพราะที่ผ่านมา มีวาทะกรรมการเมืองระบุว่า "ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เศรษฐกิจจะล่มสลาย ใครค้านกฎหมายฉบับนี้เท่ากับขัดขวางความเจริญประเทศ"

จี้เปิดโอกาสเอกชนร่วมตรวจสอบโครงการ

นายกรณ์ ย้ำว่า พ.ร.บ.กู้เงินลักษณะนี้ จะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินรายปีได้ เท่ากับว่า จากนี้ไปอีก 7 ปีข้างหน้า สภาจะมีหน้าที่เพียงแค่รอฟังรัฐมนตรีมารายงานเพื่อทราบ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดการทุจริตและคอร์รัปชันได้ เหมือนกรณีมีคำครหามากเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ได้รับการยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้มีการแข่งขันเข้มข้นลดลง

การยกระดับความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ นายกรณ์ เสนอว่า อยากเห็นภาคเอกชนมีบทบาทร่วมตรวจสอบโครงการ และอยากให้บรรจุลงในพ.ร.บ.เงินกู้ เพื่อทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาไม่มีภาคเอกชนกล้าตรวจสอบ

เอกชนที่มีความรู้เรื่องโครงการเป็นอย่างดี ก็เป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาล จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กรณีงบเบิกจ่าย 120,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม (ในปี 2554) ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันของเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เช่นเดียวกับการพิจารณาพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในช่วงแรก ทางกลุ่มเอกชนดังกล่าวติดต่อขอเป็นที่ปรึกษา แต่กลับถูกปฏิเสธจากกรรมาธิการเสียงข้างมากรัฐสภา