วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

"นมแม่" เพิ่มไอคิว

"นมแม่" เพิ่มไอคิว

นมแม่ ของฟรีที่มี “ค่าไอคิวสูง” เป็นของขวัญ แต่เด็กไทยก็ยังกินนมแม่ต่ำสุดในอาเซียน!!

เด็กฉลาดไอคิวสูง ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ฟ้าประทานให้ หรือเกิดจากปัจจัยกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเพราะ “การดื่มนมแม่” ส่งผลกระทบต่อความฉลาดของเด็กโดยอ้างอิงจากผลทดสอบในห้องแล็บ และการใช้งานจริงจาก “เต้า”พิสูจน์ได้ทางวิทย์งานวิจัยพบว่า เด็กที่ดื่มนมแม่จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ดื่มนมกระป๋องหรือนมวัวถึง 8 แต้ม และช่วยเพิ่มค่าไอคิวให้ทารกสูงกว่า 3-5 จุด ในขณะที่องค์การอนามัยโลก และองค์การยูนิเซฟยกให้ นมแม่เป็นสุดยอดอาหารสำหรับทารกในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต Brown University เปิดเผยงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เสริมสร้างการพัฒนาของสมองได้ 20 - 30% ซึ่งเด็กที่กินนมแม่ล้วนๆ จะมีการเติบโตของสมองมากกว่าเด็กที่กินนมแม่เสริมด้วยนมผงและเด็กที่กินนมผงอย่างเดียว นอกจากนี้ข้อมูลสนับสนุนจาก Oxford University, Cambridge University, The Institution for Social and Economic Research และ Essex University ต่างเปิดเผยถึงผลงานวิจัยที่สอดคล้องกันว่า เด็กที่ได้รับนมแม่จะได้รับการพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านภาษาได้ถึงอายุ 3 ขวบ แพทย์หญิง กุสุมา ชูศิลป์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะเพิ่มระดับสติปัญญาของเด็ก 3 -8 จุด เนื่องจากในนมแม่มีสารบำรุงสมองและถ้าได้รับการกินนมแม่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง สมองลิมบิกที่ควบคุมการเรียนรู้ในช่วง 12 ปีแรกจะเปิด เมื่อทารกและเด็กมีความสุขขณะเรียนรู้ เพื่อให้เด็กจดจำสิ่งที่เรียนรู้โดยไม่ตั้งใจ และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นฐาน การเริ่มต้นโอบกอดลูกเนื้อแนบเนื้อ และให้ลูกดูดนมแม่ทันทีหลังคลอด จะช่วยกระตุ้นการเปิดหน้าต่างเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเจริญเติบโต“สมองของทารกที่ได้รับนมแม่ มีคลื่นสมองเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์ที่กระตุ้นตลอดการบันทึกนาน 700 มิลลิวินาที โดยสมองตอบสนอง และแยกเสียงพูดทั้งหมด และเกิดขึ้นทุกส่วนในสมองใหญ่ทั้ง 2 ซีก การรับส่งสัญญาณของสมอง ช่วยให้สมองทารกที่ได้รับนมแม่ได้เปรียบการพัฒนาภาษาและเชาวน์ปัญญา” คุณหมอ กล่าว ผู้ใช้จริง ยกนิ้วให้ในขณะที่ปอ - ปุณยวีร์ สุขกุลวรเศรษฐ์ พิธีกรรายการ 30 ยังแจ๋ว ทางช่อง 3 คุณแม่น้องแพรพัชรที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวถึง 1 ขวบเต็ม เล่าว่า น้องแพรพัชรมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีมาก มีพัฒนาการเติบโตสมวัย น้องสามารถคว่ำตัว พูด เดิน ได้ตามวัย ส่วนด้านร่างกายสุขภาพแข็งแรงมาก น้ำหนักและความสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลูกไม่เคยป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเลย แม้ว่าลูกจะมีอาการป่วยก็จะเป็นแค่วันเดียว พอวันรุ่งขึ้นอาการป่วยก็ดีขึ้น“ปอมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน 100% และไม่ให้นมผสมเลย ช่วงที่ท้องปออธิษฐานขอให้น้ำนมของตัวเองมาเร็วๆ ลูกดูดนมเป็นและดูดนมเก่ง และพูดกับลูกในท้องว่าหนูต้องดื่มนมแม่นะ พอลูกคลอดออกมาได้ 4-5 วัน ปอถึงจะมีน้ำนม แต่โชคดีที่ลูกดูดนมเก่งจึงกระตุ้นการมาของน้ำนมให้ไหลดี ปอทำทุกวิถีทางที่จะให้น้ำนมมาเร็ว ด้วยการประคบเต้านมด้วยสมุนไพร กินแกงเลียงทุกวัน ตอนนี้ปอรู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้สำเร็จ” ปอ-ปุณยวีร์ กล่าว ส่วนพิมลวรรณ ศุภยางค์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 และเอ๋-พรทิพย์ สะกิดใจ ดาราสาวเจ้าบทบาทคุณแม่ลูกหนึ่ง เผยอีกแง่มุมน่ารักว่า นอกจากนมแม่จะมีประโยชน์หลายอย่างแล้ว สามารถให้ไปเรื่อยๆจนถึง 2 ขวบได้เลยพร้อมอาหารเสริม แต่ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีแม่คนไหนให้นม (แม่) กับลูกแล้วไม่สัมผัส โอบกอด มองตา หรือคุยกับลูก เพราะการที่แม่ได้ใกล้ชิดลูก จะทำให้เห็นพัฒนาการของเขาได้อย่างใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นสายใยจากแม่สู่ลูก ทำให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี (อีคิว) ส่งต่อความรักนั้นให้คนอื่นได้ และยังมีผลต่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวที่ฉับไวมากขึ้น หนุนแม่เลี้ยง (ด้วยนมแม่)แม้จะมีงานวิจัยและข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ข้อดีของนมแม่วิเศษเพียงไร แต่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวของไทยก็ยังต่ำที่สุดในทวีปเอเชีย และยังเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย แพทย์หญิงยุพยง แห่งเชาวนิช เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีอิทธิพลของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์นมผง ที่ส่งผลให้แม่หลงเชื่อและหันไปใช้นมผงมากขึ้น เช่น สื่อโฆษณาที่แสดงภาพเด็กที่แข็งแรง น่ารัก และบอกส่วนประกอบของนมผง เช่น DHA, AA ซึ่งล้วนแต่มีอยู่ในนมแม่แล้ว พร้อมตอกย้ำสื่อวันละหลายสิบรอบ ทำให้แม่เข้าใจผิดคิดว่านมผงมีคุณค่าตามโฆษณาดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็ก หรือ CODE ถึงเวลาแล้วที่คนเป็นแม่ต้อง “เปิดหูเปิดตา” รับรู้ข้อมูลจริง และรู้เท่าทันกลเกมการค้า และ “เปิดใจ” ให้กับผลประโยชน์มหาศาลจาก “เต้าของตัวเอง” สักที