ศาลยืนจำคุก'เปมิกา'54เดือนไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก 54 เดือนไม่รอลงอาญา"เปมิกา"ฉ้อโกง"หมอเผ่า"เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง สั่งชดใช้เงินคืน 8.3 ล้านบาท
เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.4543/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ รศ.เพลินจิต ทมทิตชงค์ มารดา ของ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้เสียหายที่ 1 เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ ฟิสิกส์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เปมิกา หรือ ศิวพร หรือ สิริรัษสิริ หรือ อุ๋ย วีรชัชรักษิต หรือ เหลืองเรณูกุล อายุ 31 ปี อดีตเพื่อนสาวคนสนิทนายแพทย์ประกิตเผ่า , น.ส.ฤทัย หรือ แนน รุ่งสิริเมธากุล อายุ 29 ปี, นายณัฐพล หรือ ภาสยภูริณฐ์ หรือ ตั้ม พรมประไพ อายุ 34 ปี , นายวทัญญู หรือ ปุ้ย ตันธีระพงศ์ อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนนักศึกษา น.ส.เปมิกา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342 ประกอบมาตรา 83 และ 81
โดยโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ส.ค.50 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อเดือน ต.ค.49 - ก.พ.50 นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 ที่มีความอ่อนแอแห่งจิต มีความผิดปกติทางด้านภาวะจิตใจ เป็นโรคจิตอารมณ์แปรปรวน มีความหลงผิดแยกไม่ได้ว่าข้อมูลใดเป็นจริงข้อมูลใดเป็นเท็จ ขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้อื่นชักจูง ได้หลงเชื่อตามคำหลอกลวง และการสร้างสถานการณ์ของจำเลยทั้งสี่ โดยเข้าใจว่า ตนเองสามารถนั่งสมาธิจนสำเร็จญาณขั้นสูง สามารถระลึกชาติ ถอดจิตได้ มีอำนาจจิตที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถจะทำได้ และยังเชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีความสามารถนั่งสมาธิจนสามารถเข้าสู่ฌาน และสามารถระลึกชาติได้เช่นกัน ซึ่งพวกจำเลยร่วมกันสร้างสถานการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน 99 ภพชาติที่ผ่านมา มีหนี้กรรมต้องชดใช้ในชาตินี้ จึงขอให้ผู้เสียหายซื้อรถยนต์โตโยต้าคัมรี่ สีดำ มูลค่า 1,569,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และมอบเงินจำนวน 980,000 บาท เพื่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียน สห-9999 รวมทั้งซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ และทรัพย์สินอื่นรวม 10 รายการ มูลค่า 9,658,000 บาท เหตุเกิดที่แขวง - เขตปทุมวัน, แขวง - เขตพญาไท กทม. , ต.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี, ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ต.ค.53 ให้จำคุก น.ส.เปมิกา จำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงทรัพย์ 7 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวม 42 เดือน และฐานพยายามฉ้อโกง 3 กระทงๆ ละ 4 เดือน รวม 12 เดือน โดยจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 54 เดือน คิดเป็น 4 ปี 6 เดือน
ขณะที่ ให้จำคุกจำเลยที่ 2-4 ฐานสนับสนุนให้ฉ้อโกง 7 กระทงๆ ละ 4 เดือน รวม 28 เดือน และ ปรับ 7 กระทงๆ ละ 3,000 บาท รวม 21,000 บาท และฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฉ้อโกง จำคุก 3 กระทงๆ ละ 2 เดือน 20 วันรวม 6 เดือน 60 วัน และปรับ 3 กระทงๆ ละ 2,000 บาท รวม 6,000 บาท โดยจำคุกจำเลยที่ 2-4 ทั้งสิ้นคนละ 34 เดือน 60 วัน คิดเป็นเวลา 3 ปี และปรับคนละ 27,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 - 4 ประกอบอาชีพการงานมั่นคงและไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน พฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุนโทษจำคุก จึงให้รอลงอาญาไว้กระทงละ 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 - 4 ร่วมกันคืนทรัพย์สินจำนวน 8,035,387 บาท คืนให้กับโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย
ต่อมาโจทก์ และโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 สถานหนักและไม่รอลงอาญา จำเลยที่ 2 - 4 ขณะที่ได้จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้จักกับผู้เสียหาย โดยอ้างว่า ตนเองสามารถถอดจิต ระลึกชาติได้ และเคยเป็นสามีภรรยากันมา 99 ภพชาติ ผู้เสียหายมีหนี้กรรมที่จะต้องชดใช้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลักษณะของการกระทำต่อผู้เสียหายมีจิตอ่อนแต่ได้อาศัยความเชื่อถือศรัทธา ว่าจะต้องชดใช้กรรม จำเลยที่ 1 กระทั่งผู้เสียหายยอมมอบเงินให้ ซึ่งหากไม่ถูกหลอกลวงว่า มีหนี้กรรมที่จะต้องชดใช้ ผู้เสียหายก็คงจะไม่มอบทรัพย์สินดังกล่าวให้ ขณะที่กระทำของจำเลยที่ 2 - 4 เป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนที่ผู้เสียหายจะมอบทรัพย์สินให้กับจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ใช่ลักษณะตัวการร่วม ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักนั้น เห็นว่าการลงโทษในคดีอาญาไม่ได้มุ่งหมายในการแก้แค้นแต่เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษและรู้สึกหลาบจำ และให้คิดดีทำดีเพื่อจะได้กลับคืนสู่สังคม อีกทั้งจำเลยมีการศึกษา อาชีพการงานมั่งคง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย ที่ 1รวม 7 กระทงๆละ 6 เดือน ฐานฉ้อโกง และฐานพยายามฉ้อโกงอีก 3 กระทงๆละ 4 เดือน แ ละให้รอลงอาญาจำเลยที่ 2-4 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแล้ว
แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดว่า หากจำเลยที่ 2 - 4 ไม่ชำระค่าปรับจะดำเนินการอย่างไรนั้น เห็นควรแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 2 - 4 ไม่ชำระค่าปรับคนละ 27,000 บาท ให้กักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 8,395,387 บาท
ภายหลังน.ส.เปมิกา กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเองอยู่บ้าน ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร โดยมีบุตรที่จะต้องเลี้ยงดู 3 คน ซึ่งวันนี้มารดาของตนก็ได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ยื่นประกัน จำนวน 1 ล้านบาท







