บันทึกการเดินเท้า 388 กม.ป้องป่าแม่วงก์

บันทึกการเดินเท้า 388 กม.ป้องป่าแม่วงก์

"การเดินเท้า 388 กม.ครั้งนี้ต้องการสื่อ และสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกกลุ่มตลอดเส้นทาง" ศศิน เฉลิมลาภ

หลังจากประกาศว่าตัวเองว่าเป็น "คนบ้า" ของ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เขาบอกว่าจะใช้ "สองขา" เดินทางจากหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เร อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ถึงหอศิลป์กรุงเทพมหานคร รวมระยะทางร่วม 400 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 13 วัน

เพื่อประท้วงการทำงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)ที่ไร้ประสิทธิภาพในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์ อย่างรอบด้าน โดยไม่ฟังเสียงและข้อมูลวิชาการที่เขา กับเครือข่ายอนุรักษ์ใช้สมองมาเกือบ 2 ปีชำแหละให้เห็นถึงจุดอ่อนจากรายงานที่ยังบกพร่องของกรมชลประทาน

ศศิน พร้อมเพื่อนเครือข่าย องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ราว 20 คนที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ผลัดกันเดินและนั่งรถการ์ด และรถเสบียงมาตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 10 ก.ย.

วันแรกผ่านไปอย่างใจหายใจคว่ำ หลังจากตั้งแต่ตี 5.45 ตะวันยังไม่โผล่ เดินท่ามกลางความมืด บนเส้นทางที่ค่อนข้างขรุขระหลังสายฝนโปรยปรายราว 1 ชม.พอได้สัมผัสเหงื่อ เมื่อถึงบริเวณบ้านตลิ่งสูง ห่างจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ราว 10 กิโลเมตร เริ่มสังเกตเห็นปิกอัพติดฟิล์มดำสนิท 3-4 คัน ขับมาวนไปวนมา และชะลอดูคณะเป็นระยะๆ หลายคนเริ่มระแวงถึงการมาเยือนของแขกเจ้าถิ่น

ไม่นานนักสายข่าวมาบอกว่า "กำนันดัง" รอรับเราอยู่ที่สี่แยกเขาชนกัน ต.แม่วงก์ พร้อมเอ่ยปากชวนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงกาแฟ คณะตอบตกลงเสวนาวงย่อย แลกเปลี่ยนของคนไม่เอาเขื่อน กับคนอยากได้เขื่อน พร้อมกับถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางต่อ

"ถ้ามีเขื่อนแล้วสัตว์จะได้มากินน้ำได้" ถ้อยสรุปของกำนันดังแห่งแม่วงก์ แต่ไม่ใช่คำตอบของคณะเรา จากจุดนี้เราเดินทางมาถึงศาลาเอนกประสงค์บ้านวังชุมพร พักเอาแรง 1 ชั่วโมง ยังไม่วายที่จะมีคนคอยมาสอดแนมความเป็นอยู่

ช่วงบ่ายโมงฟ้าเริ่มครึ้ม "ศศิน" เริ่มหมดแรง เพราะขาเริ่มเจ็บ แต่บรรยากาศเครือข่ายต่างแวะเวียนเอาอาหาร ลูกชิ้น น้ำ พร้อมกุหลาบสีแดงหอบใหญ่มาให้กำลังใจ ทว่าในช่วงเช้าวันนั้น เครือข่ายออกมาพบความเห็นที่หลากหลาย มีทั้งยกมือสนับสนุนเขื่อน และไม่เอาเขื่อน

วันที่สอง ออกเดินทางตีห้าครึ่ง จุดสตาร์ท ที่สะพานดงยาง ผ่านทุ่งนาส่วนใหญ่ จนถึงใกล้เขตเมือวังซ่าน บรรยากาศเช้านี้แดดแรงจัด แต่พวกเรามุ่งมั่น โดยมีเป้าหมายคือพื้นที่"ลาดยาว" ที่ห่างออกจากจุดนี้ไปราว 30 กิโลเมตร บรรยากาศการเดินทางในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คณะของนายศศิน ใช้เส้นทาง ต.วังชุมพร อ.แม่วงก์ พักที่วัดศาลเจ้าพ่อไก่ สู่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ระยะทางราว 24 กม. ซึ่งพื้นที่นี้คณะเดินเท้ารู้ดีว่ามีความอ่อนไหวมาก เนื่อองจากอยู่ในเขตพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์ มีการสนับสนุนจากแกนนำท้องถิ่น และชาวบ้านจำนวนมาก

คณะเดินเท้ากว่า 20 คน ได้มีการซักซ้อมในช่วงที่ต้องเดินทางผ่านจุดโซนอันตรายของพื้นที่ลาดยาว โดยจะเดินเรียงแถวทีละคนไปตามขอบถนนหลวง และมีรถเสบียงที่คอยดูแลความปลอดภัย โดยเน้นย้ำว่าไม่เน้นการตอบโต้กับกลุ่มผู้สนับสนุนเขื่อน ที่ก่อนหน้าเคยมีทั้งการโห่ไล่ การถือป้ายประท้วง เนื่องจากเราต้องการเดินอย่างสันติวิธี ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น

"การเดินทางเป็นระยะทางรวม 388 กม. ครั้งนี้ต้องการสื่อ และสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกกลุ่มตลอดเส้นทาง โดยไม่ได้แจกใบปลิวโจมตี หรือล่ารายชื่อไปคัดค้านเขื่อนแต่อย่างใด แต่เราพร้อมแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็นจากทุกคน อีกทั้งย้ำว่าการเดินเท้าครั้งนี้เพื่อประท้วงสำนักงานนโยบายและแผทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)" ศศิน ย้ำจุดยืน

ระหว่างทางเดินมีทั้งเสียงเชียร์และคัดค้าน โดยเสียงเชียร์เล็กๆ ตลอดทางว่าเราก็ไม่เอาเขื่อน แม้แต่ลุงขับมอไซด์ผ่านปล่อยมือชู 2 นิ้วทำนองว่าเอาใจช่วยนะ เล่นเอาคนเดินมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง ร้านค้าระหว่างทางชวนกินน้ำ

เหลือระยะทางอีกแค่ 4 กม.ก่อนเข้าลาดยาว ฝนเริ่มตั้งเค้า สองข้างทางเต็มไปด้วยป้ายภาพเชียร์เขื่อนแม่วงก์ โดยเฉพาะบริเวณกม.ที่44 ก่อนเข้าเส้นทาง อ.ลาดยาว ซึ่งมีการนำป้ายไม่ไผ่ ที่ใช้กล่องลังสีน้ำตาล มีข้อความต่างๆ มาติดบริเวณริมถนนเว้นระยะ 100-200 เมตร เช่น กลับกันเถอะ อย่าเสียเวลา " 40 ปีที่แห้งแล้ง ,กลับเถิดพวกเรา ,เราลำบาก คนไม่รู้หรอก พวกคุณทำเพื่ออะไรว่ะ, ทว่าข้อความเหล่านี้ยิ่งทำให้คณะเดินเท้าต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

การเดินทางของคณะเดินเท้าที่นำโดยศศิน ยังคงต่อเนื่องยาวนานตามระยะทางที่เขาวางเป้าหมายเอาไว้ 388 กม. จากจุกเริ่มต้นป่าแม่เรวา จ.นครสวรรค์ จนถึงหอศิลป์ กรุงเทพ รวมระยะเวลา 13 วัน แม้ระหว่างทางจะมีทั้งเสียค้าน เสียงสนับสนุนการเดินทางอย่างสันติ อย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ก็บรรลุเป้าหมายในการสะสมพลัง เพราะเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมาคณะเริ่มเดินเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร มีประชาชนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรเครือข่ายอีก 28 องค์ทำออกมาร่วมเดินนับหลายพันคน

หลังจากที่คณะหยุดพักจุดสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เริ่มวันที่ 22 ก.ย. คณะได้เคลื่อนต่อไปที่หอศิลป์กรุงเทพซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อต้องการบอกว่า ควรฟังเสียงเล็กเสียงน้อย ที่จะบอกว่าการบรรจุโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ในรายชื่อ 16 เขื่อนที่จะก่อสร้างภายใต้โครงการแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท มีปัญหาในเรื่องของการอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)

ทั้งนี้ การคัดค้านรายงานอีเอชไอเอแม่วงก์ มี 8 ประเด็นสรุปใจความได้ดังนี้คือ รายงานขาดทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่นๆ ละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นอกจากนี้พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งที่จะได้ประโยชน์มีเพียง 116,545 ไร่ รวมทั้งในรายงานก็ระบุชัดเจนว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็สามารถบรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก เพียงแค่1%

สุดท้ายการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรของสผ. และคชก.หลายตำแหน่ง อาทิ ดร.สันทัด สมชีวิตา ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ ดร. อุทิศ กุฏอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าไม้ นายสมศักดิ์ โพธิ์สัตย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านธรณีวิทยา รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์ประกอบให้ไม่มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนประจำของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ให้ความเห็นทางวิชาการต่อความบกพร่องของรายงาน ​

ดังนั้น การเร่งรัดผ่านรายงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ในครั้งนี้ จึงมีความผิดปกติอย่างยิ่งต่อมาตรฐานทางวิชาการการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม