วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บรรหาร'ยันน้ำไม่ท่วม 33เขื่อนยังรับน้ำได้

"บรรหาร"เชื่อน้ำไม่ท่วมหนักเหมือนปี 54 สั่งกรมชลฯติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด ย้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเฝ้าระวัง

นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์และแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมกับนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จากการประเมินสถานการณ์ปริมาณน้ำในขณะนี้ยังเชื่อแน่ว่าในปีนี้จะไม่พบปัญหาน้ำท่วมขยายบริเวณกว้างส่งผลกระทบเหมือนในปี 2554 อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณฝนยังต่ำกว่าปริมาณน้ำฝนในปี 2555 ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณความจุน้ำเฉลี่ย 62% ซึ่งยังมีพื้นที่อีกมากในการรองรับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ

อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและปริมาณน้ำฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ในการแจ้งเตือนประชาชนให้อพยพเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่ง เนื่องจากขณะนี้ได้เกิดฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในคลองโผงเผง และแม่น้ำน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันกั้นน้ำในเขตอำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำสูงเฉลี่ยประมาณ 0.60 - 1 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำและประชาชนในพื้นที่ก็ทราบดีถึงช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่จะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ รวมถึงให้กรมชลประทานติดตามปริมาณน้ำฝนที่มีการคาดการณ์ว่าจะตกมากในช่วงวันที่ 19 - 20 กันยายนนี้ด้วย แต่ก็เชื่อมั่นว่าปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่ทำให้แม่น้ำสายหลักล้นตลิ่งออกไปท่วมชุมชนได้

นายบรรหาร กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรนั้น แม้ว่าปริมาณน้ำฝนที่จะตกในปีนี้จะมากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกไม่ได้ไหลลงอ่างเก็บน้ำฯ ทำให้อาจจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการปลูกพืชฤดูแล้งที่ต้องมีการปรับลดให้มีความเหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อการปลูกข้าวของเกษตรกร ซึ่งหากคาดการณ์จากปริมาณน้ำเก็บกักที่สามารถใช้การได้ขณะนี้ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ 2 ล้านไร่ เทียบกับปีที่แล้วปลูกข้าวนาปรังได้ 5 ล้านไร่ ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำฯ ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกให้มีความเหมาะสมกับปริมาณน้ำที่ใช้การได้ต่อไป