ในฐานะที่สอนหนังสือและดูงานวิจัยให้นิสิตมานาน ทำให้มีภาพนิมิตโดยเฉพาะวงการศึกษาของเราว่า แท้จริงแล้วงานวิจัยที่ได้ 'มีคุณภาพ' จริงหรือ
ในฐานะที่สอนหนังสือและดูงานวิจัยให้นิสิตมานานหลายปี ทำให้มีภาพนิมิตเกิดขึ้นมาโดยเฉพาะวงการศึกษาของเราว่า แท้จริงแล้วงานวิจัยที่ได้ “มีคุณภาพ” จริงหรือ? คือบางอย่างดูเหมือนกับถูก “จำกัด” ความคิดให้เป็นไปตามใจผู้สอนมากเกินไป ข้อดีคือถ้าได้อาจารย์ใจกว้างก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่คนเราที่จะยอมคิดต่างมักยากเหลือแสน
ลูกศิษย์ที่เรียนปริญญาเอกมาปรับทุกข์ให้ฟังว่า ถูกกรรมการจริยธรรมที่เป็นคุณหมอถามคำถามแปลกว่า ผู้สูงวัยที่ทำวิจัยเหตุใดต้องแนะให้กินอาหารเสริมด้วย ลูกศิษย์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าในหน้านั้นได้เขียนหมายเหตุเอาไว้แล้วว่า ถ้าผู้สูงอายุรับประทานอาหารสดไม่ได้ หรือแต่ละวันกินได้น้อย อาหารเสริมก็เป็นทางเลือกช่วยได้
จากนั้นคำถามก็ถูกระดมถามไปถามมาสไตล์ “จับผิด” อยู่จนหมดเวลา ทั้งที่เรื่อง “ยาในผู้สูงอายุ” หรือ “โรคในผู้สูงอายุ” ยังมีอีกตั้งเยอะและน่าจะถามเพราะจะเป็นประโยชน์มากก็ไม่ได้ถาม จ้องถามแต่เรื่องที่ควรจะจบไปนานแล้วอยู่จนหมดเวลา
น่าแปลกมากที่แวดวงวิชาการมีเรื่องเช่นนี้อยู่ซึ่งดูจะเป็นสัจธรรมไปแล้ว จากที่เคยทำงานสอนในมหาวิทยาลัยมาตลอดชีวิต ก็ได้พบความแปลกที่ไม่ใช่การติเพื่อก่อ ตั้งกระทู้ถามเพราะตัวเองไม่รู้ และมาคู่กับเมื่อไม่รู้แล้วก็ขอเซย์โนไว้ก่อน
ที่ยกเรื่องนี้มาด้วยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านที่รักครับ เพราะในโลกกว้างข้างนอกที่ไม่ใช่วงแคบๆ แห่งวิชาการอย่างเดียวก็มีสภาพคล้ายกัน ท่านอาจถูกพูดให้ไขว้เขวไปได้ด้วยตรรกะแบบอคติครับ ยกตัวอย่างตรรกะแบบงงๆ เอาไว้ เช่น คนเราต้องดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ถ้าคิดให้ดีคนตัวใหญ่ก็ดื่มเท่ากับคนตัวเล็กหรือครับ? มันจึงควรดื่มให้ได้ตามน้ำหนักตัว
หรือ คนเราควรกินอาหาร 5 หมู่วันละ 3 มื้อ จริงหรือครับ…มีงานวิจัยชิ้นไหนที่บอกว่ามนุษย์ทุกคนต้องกิน 3 มื้อเหมือนๆ กัน? เห็นไหมครับ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ของตรรกะที่ถูกพูดกันมาโดยตลอด แม้แต่ตัวผู้พูดเองก็พูดออกมาแบบไม่มีหลักฐานชี้ชัด ถ้าคนทำตามจริงๆ กิน 3 มื้อทุกวันไม่แคล้ว “ยุ้ย” แน่ๆ หรือคนที่เป็นโรคไตขืนให้กินน้ำ 8 แก้วต่อวันคงไม่แคล้วน้ำท่วมอก ต้องยกออก เอ๊ย…ท่วมปอดแน่ๆ
หรือเรื่องการให้กินยาลดไขมัน ที่ปัจจุบันก็รู้แน่แล้วว่ามันส่งผลเสียต่อตับ กับทำลายกล้ามเนื้อแน่ๆ แต่ก็ยังถูกจ่ายให้อยู่อย่างดาษดื่น ถ้าไม่มีใครตื่นขึ้นมาถามคำถามสำคัญต่อไปนี้ก็น่าห่วงครับ
1. ยาบางชนิดจำเป็นต้องกินไปตลอดชีวิตจริงหรือ? เช่นยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด
2. ยาหลายชนิดต้องกินซ้ำซ้อนกันหรือไม่? เช่น ยาแก้ปวดกับยาคลายกล้ามเนื้อ
3. การรักษามีทางเลือกอื่นนอกจากผ่าตัดหรือไม่? เช่นนิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป
4. การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดหรือฉายแสงจะได้คุ้มเสียหรือไม่? เช่น มะเร็งที่ลุกลามแล้วการรักษารุนแรงอาจทำให้อาการแย่ลง กลายเป็นยืดความทรมานมากกว่า
5. จำเป็นต้องใช้ยาฮอร์โมนหรือไม่? เช่น เข้าวัยทองแล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องได้ฮอร์โมนเสมอไป
6. การรักษาเช่นนี้มีผลเสียอย่างไร? เพราะการรักษาทุกโรคย่อมต้องมีผลข้างเคียงหรือข้อเสีย
7. วิธีรักษานี้มีใช้ตามโรงเรียนแพทย์หรือไม่? เช่นการสวนลำไส้ล้างพิษ คีเลชั่นหรือสเต็มเซลล์เพื่อความงาม ที่ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นเสมอไป
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมาย “ปรัศนี(?)” ที่เราควรมีในชีวิตเมื่อคิดจะเข้ารับการรักษาพยาบาลครับ เพราะหลายต่อหลายครั้งเรามักถูกบอกให้ทำในสิ่งที่ “เชื่อต่อๆ กันมา” มากกว่าที่จะเป็นตรรกะที่แท้จริง เช่น ต้องกินยาตลอดชีวิตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือวัยทองก็ต้องเสริมฮอร์โมนไม่งั้นจะแก่เร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่นักวิชาการจะพึงแนะนำคนไข้ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็น Monopoly Medicine
ต่างกับการแพทย์ทางร่วม (Participatory Medicine) ที่เป็นการร่วมมือกับคนไข้ เห็นคนไข้มีสิทธิในการรักษาเท่าๆ กับแพทย์ท่านหนึ่ง เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพได้เท่าๆ กัน






