วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกไม่ยาก...คลินิกเด็กหลอดแก้ว

คำบอกเล่าแบบปากต่อปาก ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ ความมีชื่อเสียงของแพทย์และราคา เป็นสิ่งที่คู่สมรสต้องพิจารณา

คำบอกเล่าแบบปากต่อปาก ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ ความมีชื่อเสียงของแพทย์และราคา เป็นสิ่งที่คู่สมรสต้องพิจารณา หากต้องเลือกใช้บริการคลินิกหรือศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

เกินกว่า 50% ของคู่สมรสที่จะใช้บริการคลินิกรักษาภาวะมีบุตรยาก มุ่งเสิร์ชข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาคลินิกที่มีการอ้างอิงถึงมากสุด หรือค้นหาผลงานความสำเร็จของคลินิกเป้าหมาย สำหรับประกอบการตัดสินใจเข้ารับบริการ ขณะที่เงื่อนไขด้านราคาซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่ประเด็นหลัก

ข้อมูลจากกุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก ศูนย์การรักษาภาวะมีบุตรยาก จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ความคิดผิดๆ ของคนทั่วไปที่มองแต่อัตราความสำเร็จ ทำให้แต่ละคลินิกพยายามเพิ่มอัตราความสำเร็จของตนเอง โดยวิธีการเลือกแต่ผู้ที่สุขภาพดี และมีปัญหาที่มีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วไม่มาก อายุไม่เกิน 35 ปี เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จสูง ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จสูง ก็จะไม่ถูกคัดเลือกเข้ารับการรักษา เช่น สตรีที่อายุมากกว่า 38 ปี ซึ่งการทำงานของรังไข่ไม่ค่อยดี

ดังนั้น ตัวเลขสถิติความสำเร็จที่ดี อาจมาจากการคัดเลือกผู้ที่เข้ารับการรักษาที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีปัญหาน้อย มากกว่าจะเลือกผู้ที่มีปัญหาหลายๆ อย่างก็เป็นได้

นอกจากนี้ อัตราความสำเร็จของแต่ละที่นั้นไม่อาจเดาได้ และมีความหมายน้อยมากในการคาดการณ์ว่าคู่สมรสที่มารับการรักษาคู่นั้นๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากในแต่ละแห่ง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีความยากง่ายแตกต่างกัน ทำให้เกิดผลสำเร็จที่ต่างกัน

ผู้เชี่ยวชาญนั้นทราบดีในประเด็นนี้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และยึดติดอยู่กับค่าตัวเลขสถิติ อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า สถาบันที่มีสถิติที่ดี "ไม่ได้" หมายถึงการรักษาที่ดีเสมอไป เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(เด็กหลอดแก้ว) นั้น เป็นเหมือนเกมตัวเลขที่เป็นการเพิ่มความสามารถในการมีบุตร โดยการนำเอาความสามารถในการมีบุตรตามธรรมชาติของหลายๆ เดือนมารวมกันในรอบเดือนเดียวนั่นเอง (อ้างอิงจาก www.kullapat.com)

ฉะนั้น ท่ามกลางคลินิกเฉพาะทางที่เปิดบริการจำนวนมาก ด้วยเทคโนโลยีและราคาระดับเดียวกัน การจะเลือกรักษาที่สถานพยาบาลไหนคงต้องขึ้นกับคู่สมรส ที่ควรคำนึงถึงความสะดวกที่จะติดตามการรักษา และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับเข้ารับการรักษา

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของเยลหลี แมคอินทอช นางแบบ-นักแสดง ที่ตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีการผสมเทียม เธอถูกฉีดยากระตุ้นฮอร์โมนวันละ 2 เข็ม ติดต่อกัน 18 วัน จากนั้นเข้าห้องผ่าตัดนำไข่ออกมาผสมกับสเปิร์มของสามี รออีก 5 วันเพื่อให้ไข่กับสเปิร์มได้ผสมกันจนติด ก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดอีกเพื่อนำไข่เข้าไปในมดลูก แล้วรออีก 14 วันจะรู้ว่าสำเร็จหรือไม่

หรือถ้าไม่ท้องก็ต้องรออีก 2 เดือนถึงจะสามารถเริ่มต้นการผสมเทียมใหม่อีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนจะเหมือนกับครั้งแรก ในส่วนของเยลหลีทำไปแล้ว 23 ครั้งจึงถึงวันที่สมปรารถนา

นพ.สมเจตน์ มณีปาลวิรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่คนไข้ต้องไว้ใจแพทย์ผู้รักษา และดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพียงเท่านี้ความสำเร็จก็เกินครึ่ง เพราะปัจจุบันการบริโภคข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการตั้งครรภ์มีให้ศึกษามากมาย คุณแม่บางคนอาจรับรู้ข้อมูลมามากจนไม่ยอมรับขั้นตอนบางอย่างที่แพทย์แนะนำ ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จจากจุดดังกล่าว

แต่ก่อนที่จะพึ่งเทคโนโลยี คุณหมอแนะนำว่า ควรวางแผนครอบครัวแต่เนิ่นๆ หากคิดว่าอย่างไรก็ต้องมีทายาทแน่ๆ เพราะช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์คือ ช่วงวัย 20-35 ปี เนื่องจากร่างกายจะมีฮอร์โมนต่างๆ รวมถึงสภาพร่างกายพร้อมกว่าวัยอื่นๆ

“อย่ามัวรีรอจนอายุมาก เมื่อพร้อมแล้วให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจความพร้อมของร่างกาย ตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม เพียงเท่านี้ก็ปิดโอกาสภาวะมีบุตรยากไปแล้วกว่าครึ่ง" คำแนะนำจากคุณหมอ