วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนฟื้นเกาะเสม็ด อ่าวพร้าวยังปนเปื้อน

เปิดแผนฟื้นฟูเกาะเสม็ด หลังพบ"อ่าวพร้าว"ยังปนเปื้อน

"พบเต่าตนุอายุ 10 ปีตายที่ชายหาดแหลมสน"

"ปลาแป้น" ตายเกลื่อนหาดแม่รำพึง จ.ระยอง"

"คพ.เผยผลตรวจสารปรอทในน้ำทะเลอ่าวพร้าวสูง 29 เท่า"

ข้อมูลข่าวที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ หลังคราบน้ำมันดิบจำนวนกว่า 54,000 ลิตรของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่รั่วไหลลงทะเลระยอง มาตลอด 3 สัปดาห์

แม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุ การณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล จะระบุว่าไม่ได้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยสาเหตุมาจากความบกพร่องของท่ออ่อนส่งน้ำมันก็ตาม

ขณะที่ปริมาณน้ำมันเข้าโจมตีอ่าวพร้าว อ่าวท่องเที่ยวชื่อดังของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 28 ก.ค.นี้ ถูกรายงานว่ามีปริมาณเพียง 11,733 ลิตรเท่านั้น เนื่องจากถูกกำจัดโดยใช้สารเคมีย่อยสลายไปแล้วถึง 42,568 ลิตร

ณ วันนี้ชายหาดอ่าวพร้าว หากมองผ่านสายตา อาจจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์เลวร้ายมาแล้ว แต่ทว่า "มลพิษ"ที่ยังตกค้างทั้งผืนทราย ท้องน้ำ และสัตว์ทะเลในห่วงโซ่อาหาร นับถอยหลังเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

หนึ่งในข้อบ่งชี้ถึงผลกระทบจากคราบน้ำมันดิบ คือผลจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลที่รายงานโดยกรมควบ คุมมลพิษ (คพ.) ที่จัดเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา พบอ่าวพร้าว มีค่าสารปรอทถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐาน 29 เท่า เนื่องจากค่าคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดให้มีสารปรอทกำหนดไว้เพียง 0.1 ไมโคร กรัมต่อลิตรเท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกกับสาธารณชน แต่ยังส่งผลต่อการเปิดเผยผลตรวจสอบคุณ ภาพน้ำทะเลที่เก็บตัวอย่างในวันที่ 8 ส.ค.ซึ่งเดิม นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดี คพ.แจ้งว่าจะแถลงต่อสื่อในวันที่ 15 ส.ค.นี้ แต่ต้องเลื่อนไปอย่างกะทันหันหลังถูกตำหนิจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ไม่พอใจถึงการเร่งรีบแถลงผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยระบุว่าต้องการให้มีความชัดเจนทางวิชาการ และอยากให้ผลตรวจสอบได้ข้อมูลตัวอย่างที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด

กระนั้นก็ตาม แม้ทางคพ.จะไม่สามารถแถลงผลตรวจคุณภาพน้ำในรอบที่ 2 แต่กลับมีกระแสข่าวที่ยืนยันว่าคุณภาพน้ำน้ำทะเล ยังคงพบ "สารปรอท"ปนเปื้อนในทะเลในปริมาณตกค้างสูง ที่สำคัญจากเดิมที่พบว่าในจำนวน 12 อ่าวรอบเกาะเสม็ดที่ตรวจสอบนั้นแทบทุกอ่าวยังมีปริมาณสารปรอทสูงกว่ามาตรฐาน 2-4 เท่า เช่นเดียวกับผลตรวจสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (TPH) มีค่าสูงถึง 100 เท่า จากค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัมต่อลิตร

คำถามคือ "ข้อเท็จจริง" ดังกล่าว นับจากนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะเจ้าภาพหลักในการประเมิน ติดตาม และตรวจสอบระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมลพิษตกค้าง บนพื้นที่เกาะเสม็ดให้เกิดความมั่นใจถึงความปลอดภัยได้อย่างไร

"ขณะนี้ทส. ได้กำหนดกรอบแนวคิดแผนการแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับเกาะเสม็ดโดยได้แบ่งเป็น 27 โครงการ สำหรับฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศน์ใน 7 กลุ่มด้วยกันได้แก่ สมุทรศาสตร์ แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล หาดหินและหาดทราย ป่าชายเลน กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก และด้านมลพิษ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียดต่างๆให้ครอบคลุมมากที่สุด ก่อนจะเสนอแผนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้"

โชติ ตราชู ปลัดทส.บอกภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตาม ประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันเมื่อสัปดาห์ก่อน

ในที่ประชุมได้มีตัวแทนของบริษัท ปตท. โกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วยเพื่อร่วมจัดทำแผนฟื้นฟูกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นได้แบ่งพื้นที่ในการสำรวจและเก็บตัวอย่างระบบนิเวศน์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคราบน้ำมัน เนื่องจากทางบริษัท ฯ จะต้องนำผลดังกล่าวไปรายงานให้กับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติซึ่งกังวลเกี่ยวกับมาตรการของปตท.ในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากผลการสำรวจของปตท.ยังสามารถนำมาตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลการสำรวจของหน่วยงานอื่น

"ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่างเพียงอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งเป็นการเว้นระยะที่ห่างไป อีกทั้งกระแสน้ำก็หมุนอยู่ทุกวัน อย่างกรณีผลตรวจคุณภาพน้ำทะเลนั้น เป็นข้อมูลที่เก็บตัวอย่างน้ำ ณ วันที่ 3 ส.ค. ซึ่งยังมีคราบน้ำมันอยู่บางส่วน แต่นี้ผ่านมา 10 กว่าวันแล้ว ผมก็ถามว่าทำไมไม่มีข้อมูลเพราะค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์มันค่อนข้างแพง จากนี้อาจจะเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยอาจจะเพิ่มเป็นทุกๆ1-2ถึงสองวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน และหากสถานการณ์ดีขึ้นอาจจะเป็นเดือนละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 3 - 4 ปี" ปลัดทส.บอกแผนเฉพาะหน้า

สอดคล้องกับแผนติดตามผลกระทบทางด้านมลพิษบนอ่าวพร้าว ซึ่งล่าสุดทีมเจ้าหน้าที่จากคพ. ได้เริ่มลงพื้นที่ทำ สำรวจ และประเมินความเสียหายต่อระบบนิเวศชายหาด โดยการขุดเจาะพื้นทรายเพื่อตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยง่าย และสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน กับสารโททอล ปิโตร เลียม ไฮโดรคาร์บอน และคราบน้ำมันในชั้นหาดทรายบริเวณอ่าวพร้าวอย่างละเอียด

"ขั้นตอนการตรวจสอบการปนเปื้อนคราบน้ำมันบนชั้นทรายที่อ่าวพร้าวนี้ จะเก็บตัวอย่างทรายเพื่อหาสารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน รวม 10 จุด ส่วนสารอินทรีย์ระเหยง่ายจะตรวจวัดทุก 20 เมตร โดยจะตีกรอบพื้นที่ 400 เมตรคูณ50 เมตร ที่ระดับความลึก 0.5-1.5 เมตร และการวัดความปนเปื้อนของคราบน้ำมันชั้นทรายวัดทุกระยะ 20 เมตรความลึก 1 เมตร " เจ้าหน้าที่คพ.บอกในระหว่างทำงาน

ส่วนวิธีการฟื้นฟูหาดที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันนั้น วิเชียร บอกว่า ในต่างประเทศ จะใช้ 2 แบบคือจัดการนอกพื้นที่ ด้วยการขนทรายปนเปื้อนไปบำบัดด้วยสารชีวภาพและนำกลับคืนมา ส่วนรูปแบบที่ 2การจัดการในพื้นที่ เช่น การใช้สารสกัดชีวภาพฉีดพ่น และการขุดทรายที่ปนเปื้อนมาล้างด้วยสารขจัดคราบน้ำมัน แต่วิธีการเหล่านี้ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งการฟื้นฟูนั้นทางเอกชน จะเป็นผู้เลือกแนวทางที่เหมาะสมภายใต้การแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กรอบแนวคิดแผนการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเกาะเสม็ดนั้น ชลธิศ สุรัสวดี ผู้ตรวจราชการ ทส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ บอกว่า ขณะนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดแผนดังกล่าวให้กับที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม พิจารณาในหลักการแล้วเมื่อวันที่ 14 ส.ค.นี้ แต่ยังเป็นกรอบกว้างๆ ไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณ เนื่องจากต้องขอปรับรายละเอียดของทั้ง 27 โครงการ 7 แผนงานติดตามและประเมินผลกระทบ และฟื้นฟูที่ชัดเจนว่าแล้วว่าจะมี 5 กลุ่มคือ การฟื้นฟูผลกระทบต่อระบบนิเวศ การฟื้นฟูผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต การฟื้นฟูผลกระทบต่อการบริการของระบบนิเวศน์ การติดตามเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเกาะเสม็ด

"แผนดังกล่าวได้ถอดรายการทรัพยากรที่จะได้รับผลกระทบมาจากคู่มือประเมินความเสียหายของทรัพยากร ธรรมชาติจากคราบน้ำมัน และแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ที่คพ.ได้จัดทำไว้เมื่อปี 2547 และเป็นคู่มือแบบเดียวกับที่ทั่วโลกใช้แก้ปัญหากัน โดยเบื้องต้นจะมี 3 กรมคือคพ. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่จะดูภาพรวมของทั้งปะการัง นิเวศน์ทางน้ำทะเล ชายหาด หาดหิน สิ่งเหล่านี้ต้องทำคู่กัน

ซึ่งหลังจากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นแล้วจะตีกรอบความเสียหาย และกำหนดระยะเวลาที่จะติดตามผลกระทบเป็นรายทรัพยากร เช่น คุณภาพ น้ำทะเลความถี่แรกๆอาจจะเก็บทุกสัปดาห์ แต่ต่อมาอาจจะปีละ 1 ครั้งในระยะเวลา 5 ปี เป็นต้น โดยคาดว่าจะสรุปเสนอปลัดทส.พิจารณา และครม.ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้" ชลธิศ สรุปแผนงานเบื้องต้น

นับจากนี้คงต้องติดตามว่าแผนฟื้นฟูเกาะเสม็ด ให้กลับมาเป็นเกาะสวรรค์ ของนักท่องเที่ยว จะทำได้จริงหรือไม่..