เปิดแผนฟื้นฟูเกาะเสม็ด หลังพบ"อ่าวพร้าว"ยังปนเปื้อน
"พบเต่าตนุอายุ 10 ปีตายที่ชายหาดแหลมสน"
"ปลาแป้น" ตายเกลื่อนหาดแม่รำพึง จ.ระยอง"
"คพ.เผยผลตรวจสารปรอทในน้ำทะเลอ่าวพร้าวสูง 29 เท่า"
ข้อมูลข่าวที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ หลังคราบน้ำมันดิบจำนวนกว่า 54,000 ลิตรของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่รั่วไหลลงทะเลระยอง มาตลอด 3 สัปดาห์
แม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุ การณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล จะระบุว่าไม่ได้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยสาเหตุมาจากความบกพร่องของท่ออ่อนส่งน้ำมันก็ตาม
ขณะที่ปริมาณน้ำมันเข้าโจมตีอ่าวพร้าว อ่าวท่องเที่ยวชื่อดังของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 28 ก.ค.นี้ ถูกรายงานว่ามีปริมาณเพียง 11,733 ลิตรเท่านั้น เนื่องจากถูกกำจัดโดยใช้สารเคมีย่อยสลายไปแล้วถึง 42,568 ลิตร
ณ วันนี้ชายหาดอ่าวพร้าว หากมองผ่านสายตา อาจจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์เลวร้ายมาแล้ว แต่ทว่า "มลพิษ"ที่ยังตกค้างทั้งผืนทราย ท้องน้ำ และสัตว์ทะเลในห่วงโซ่อาหาร นับถอยหลังเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
หนึ่งในข้อบ่งชี้ถึงผลกระทบจากคราบน้ำมันดิบ คือผลจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลที่รายงานโดยกรมควบ คุมมลพิษ (คพ.) ที่จัดเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา พบอ่าวพร้าว มีค่าสารปรอทถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐาน 29 เท่า เนื่องจากค่าคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดให้มีสารปรอทกำหนดไว้เพียง 0.1 ไมโคร กรัมต่อลิตรเท่านั้น
ปรากฏการณ์นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกกับสาธารณชน แต่ยังส่งผลต่อการเปิดเผยผลตรวจสอบคุณ ภาพน้ำทะเลที่เก็บตัวอย่างในวันที่ 8 ส.ค.ซึ่งเดิม นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดี คพ.แจ้งว่าจะแถลงต่อสื่อในวันที่ 15 ส.ค.นี้ แต่ต้องเลื่อนไปอย่างกะทันหันหลังถูกตำหนิจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ไม่พอใจถึงการเร่งรีบแถลงผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยระบุว่าต้องการให้มีความชัดเจนทางวิชาการ และอยากให้ผลตรวจสอบได้ข้อมูลตัวอย่างที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด
กระนั้นก็ตาม แม้ทางคพ.จะไม่สามารถแถลงผลตรวจคุณภาพน้ำในรอบที่ 2 แต่กลับมีกระแสข่าวที่ยืนยันว่าคุณภาพน้ำน้ำทะเล ยังคงพบ "สารปรอท"ปนเปื้อนในทะเลในปริมาณตกค้างสูง ที่สำคัญจากเดิมที่พบว่าในจำนวน 12 อ่าวรอบเกาะเสม็ดที่ตรวจสอบนั้นแทบทุกอ่าวยังมีปริมาณสารปรอทสูงกว่ามาตรฐาน 2-4 เท่า เช่นเดียวกับผลตรวจสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (TPH) มีค่าสูงถึง 100 เท่า จากค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัมต่อลิตร
คำถามคือ "ข้อเท็จจริง" ดังกล่าว นับจากนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะเจ้าภาพหลักในการประเมิน ติดตาม และตรวจสอบระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมลพิษตกค้าง บนพื้นที่เกาะเสม็ดให้เกิดความมั่นใจถึงความปลอดภัยได้อย่างไร
"ขณะนี้ทส. ได้กำหนดกรอบแนวคิดแผนการแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับเกาะเสม็ดโดยได้แบ่งเป็น 27 โครงการ สำหรับฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศน์ใน 7 กลุ่มด้วยกันได้แก่ สมุทรศาสตร์ แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล หาดหินและหาดทราย ป่าชายเลน กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก และด้านมลพิษ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียดต่างๆให้ครอบคลุมมากที่สุด ก่อนจะเสนอแผนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้"
โชติ ตราชู ปลัดทส.บอกภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตาม ประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันเมื่อสัปดาห์ก่อน
ในที่ประชุมได้มีตัวแทนของบริษัท ปตท. โกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วยเพื่อร่วมจัดทำแผนฟื้นฟูกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นได้แบ่งพื้นที่ในการสำรวจและเก็บตัวอย่างระบบนิเวศน์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคราบน้ำมัน เนื่องจากทางบริษัท ฯ จะต้องนำผลดังกล่าวไปรายงานให้กับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติซึ่งกังวลเกี่ยวกับมาตรการของปตท.ในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากผลการสำรวจของปตท.ยังสามารถนำมาตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลการสำรวจของหน่วยงานอื่น
"ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่างเพียงอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งเป็นการเว้นระยะที่ห่างไป อีกทั้งกระแสน้ำก็หมุนอยู่ทุกวัน อย่างกรณีผลตรวจคุณภาพน้ำทะเลนั้น เป็นข้อมูลที่เก็บตัวอย่างน้ำ ณ วันที่ 3 ส.ค. ซึ่งยังมีคราบน้ำมันอยู่บางส่วน แต่นี้ผ่านมา 10 กว่าวันแล้ว ผมก็ถามว่าทำไมไม่มีข้อมูลเพราะค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์มันค่อนข้างแพง จากนี้อาจจะเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยอาจจะเพิ่มเป็นทุกๆ1-2ถึงสองวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน และหากสถานการณ์ดีขึ้นอาจจะเป็นเดือนละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 3 - 4 ปี" ปลัดทส.บอกแผนเฉพาะหน้า
สอดคล้องกับแผนติดตามผลกระทบทางด้านมลพิษบนอ่าวพร้าว ซึ่งล่าสุดทีมเจ้าหน้าที่จากคพ. ได้เริ่มลงพื้นที่ทำ สำรวจ และประเมินความเสียหายต่อระบบนิเวศชายหาด โดยการขุดเจาะพื้นทรายเพื่อตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยง่าย และสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน กับสารโททอล ปิโตร เลียม ไฮโดรคาร์บอน และคราบน้ำมันในชั้นหาดทรายบริเวณอ่าวพร้าวอย่างละเอียด
"ขั้นตอนการตรวจสอบการปนเปื้อนคราบน้ำมันบนชั้นทรายที่อ่าวพร้าวนี้ จะเก็บตัวอย่างทรายเพื่อหาสารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน รวม 10 จุด ส่วนสารอินทรีย์ระเหยง่ายจะตรวจวัดทุก 20 เมตร โดยจะตีกรอบพื้นที่ 400 เมตรคูณ50 เมตร ที่ระดับความลึก 0.5-1.5 เมตร และการวัดความปนเปื้อนของคราบน้ำมันชั้นทรายวัดทุกระยะ 20 เมตรความลึก 1 เมตร " เจ้าหน้าที่คพ.บอกในระหว่างทำงาน
ส่วนวิธีการฟื้นฟูหาดที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันนั้น วิเชียร บอกว่า ในต่างประเทศ จะใช้ 2 แบบคือจัดการนอกพื้นที่ ด้วยการขนทรายปนเปื้อนไปบำบัดด้วยสารชีวภาพและนำกลับคืนมา ส่วนรูปแบบที่ 2การจัดการในพื้นที่ เช่น การใช้สารสกัดชีวภาพฉีดพ่น และการขุดทรายที่ปนเปื้อนมาล้างด้วยสารขจัดคราบน้ำมัน แต่วิธีการเหล่านี้ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งการฟื้นฟูนั้นทางเอกชน จะเป็นผู้เลือกแนวทางที่เหมาะสมภายใต้การแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่กรอบแนวคิดแผนการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเกาะเสม็ดนั้น ชลธิศ สุรัสวดี ผู้ตรวจราชการ ทส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ บอกว่า ขณะนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดแผนดังกล่าวให้กับที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม พิจารณาในหลักการแล้วเมื่อวันที่ 14 ส.ค.นี้ แต่ยังเป็นกรอบกว้างๆ ไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณ เนื่องจากต้องขอปรับรายละเอียดของทั้ง 27 โครงการ 7 แผนงานติดตามและประเมินผลกระทบ และฟื้นฟูที่ชัดเจนว่าแล้วว่าจะมี 5 กลุ่มคือ การฟื้นฟูผลกระทบต่อระบบนิเวศ การฟื้นฟูผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต การฟื้นฟูผลกระทบต่อการบริการของระบบนิเวศน์ การติดตามเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเกาะเสม็ด
"แผนดังกล่าวได้ถอดรายการทรัพยากรที่จะได้รับผลกระทบมาจากคู่มือประเมินความเสียหายของทรัพยากร ธรรมชาติจากคราบน้ำมัน และแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ที่คพ.ได้จัดทำไว้เมื่อปี 2547 และเป็นคู่มือแบบเดียวกับที่ทั่วโลกใช้แก้ปัญหากัน โดยเบื้องต้นจะมี 3 กรมคือคพ. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่จะดูภาพรวมของทั้งปะการัง นิเวศน์ทางน้ำทะเล ชายหาด หาดหิน สิ่งเหล่านี้ต้องทำคู่กัน
ซึ่งหลังจากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นแล้วจะตีกรอบความเสียหาย และกำหนดระยะเวลาที่จะติดตามผลกระทบเป็นรายทรัพยากร เช่น คุณภาพ น้ำทะเลความถี่แรกๆอาจจะเก็บทุกสัปดาห์ แต่ต่อมาอาจจะปีละ 1 ครั้งในระยะเวลา 5 ปี เป็นต้น โดยคาดว่าจะสรุปเสนอปลัดทส.พิจารณา และครม.ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้" ชลธิศ สรุปแผนงานเบื้องต้น
นับจากนี้คงต้องติดตามว่าแผนฟื้นฟูเกาะเสม็ด ให้กลับมาเป็นเกาะสวรรค์ ของนักท่องเที่ยว จะทำได้จริงหรือไม่..






