วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อ่านได้...แม้ไร้เสียง

เรามักมีข้ออ้างเพียงเพื่อจะหยิบหนังสือสักเล่มมาอ่าน เหตุผลต่างๆ นานาจะไม่มีอิทธิพลอีกต่อไป หากรู้เรื่องราวนี้พ่อแม่ใบ้สอนลูกเป็นหนอนหนังสือ

การอ่านเป็นวิธีหนึ่งของการเรียนรู้ ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ทราบว่าการอ่านเป็นเรื่องที่ดี แต่มักอ้างว่าไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน บ้างไม่มั่นใจในทักษะการอ่านของตัวเอง และเข้าใจว่าปล่อยไว้ให้เป็นหน้าที่ของครูสอนเด็กเมื่อเข้าโรงเรียนจะดีกว่า ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็สายเสียแล้ว เพราะกว่าที่เด็กเล็กจะเข้าโรงเรียนอนุบาลก็อายุย่างเข้า 3 ขวบ ผ่านพ้นช่วงสำคัญของการเรียนรู้หรือที่เรียกว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” ไปแล้ว

มันไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไปแล้ว เพราะเรายังมีศักยภาพเต็มร้อย เรายังมีเสียงเล็ดลอดจากลำคอถ่ายทอดสู่ใบหูเล็กๆ ของเจ้าตัวเล็กได้ เราจึงพร้อมเสมอจะอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้

แม่-ลูก เรียนรู้ไปพร้อมกัน

หากใครเคยอ่านหนังสือเล่มเล็ก “การเดินทางของหนอนหนังสือตัวน้อย สู่โลกแห่งการเรียนรู้” ของทีมวิจัยโครงการ “ชวนกันอ่านหนังสือให้เด็กฟัง” อาจจำได้ว่าตอนหนึ่งของหนังสือกล่าวถึงครอบครัวสองสามีภรรยาที่เป็นใบ้ทั้งคู่ พวกเขาพาลูกสาววัยไม่ถึงเดือนเข้าร่วมโครงการ ท่ามกลางความกังวลของทีมวิจัยว่า ใครจะเป็นคนอ่านหนังสือให้น้องฟัง

นรรถฐิยา ผลขาว หัวหน้าโครงการฯ เผยเงื่อนไขที่ว่าทีมวิจัยจะเข้าไปส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ลูกหลานฟัง แต่ในกรณีที่ทั้งพ่อและแม่เป็นใบ้แยกออกมาอยู่ตามลำพัง ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะไปส่งเสริมให้ใครอ่านหนังสือได้

แม้จะยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับครอบครัวพิเศษครอบครัวนี้ แต่ทีมวิจัยก็รับเข้าร่วมโครงการด้วยความเต็มใจ และแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่า น้องแพนเค้ก-เด็กหญิงแก้วมณี ทับแสง อาจจะไม่เป็นใบ้เหมือนพ่อแม่ของเธอ โชคดีที่เพื่อนบ้านสงสารจึงเทียวมาอ่านหนังสือให้น้องฟัง รวมทั้งยายและหลานๆ ที่อยู่คนละบ้านก็หมั่นแวะมาอ่านหนังสือให้น้องฟังอยู่บ่อยๆ ดังนั้นปัญหาที่เกรงว่าจะไม่มีคนอ่านหนังสือให้น้องฟังเป็นอันตกไป

แต่เรื่องที่น้องอาจเป็นใบ้หรือไม่นั้น ทีมวิจัยและคนอื่นๆ ต้องรอลุ้นเป็นปีๆ ทีเดียว ช่วงที่น้องอายุได้ราว 3 เดือน เธอมีอาการร้องไห้ตอนกลางคืนไม่ยอมหลับยอมนอน จนแม่ของเธอต้องอุ้มพาเดินไปหาเพื่อนบ้านแล้วส่งภาษามือบอกให้เพื่อนบ้านช่วยอ่านหนังสือให้ลูกของเธอฟัง เพื่อนบ้านที่แสนดีของเธอได้อ่านหนังสือให้น้องฟังจนเธอหลับ แม่จึงได้อุ้มน้องกลับบ้าน เหตุการณ์เป็นแบบนี้อยู่นานหลายวัน

จนเธอพ้นระยะของการร้องไห้ 3 เดือน วันเวลาผ่านไป น้องแพนเค้กโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการได้ฟังผู้คนที่หลากหลายขยันมาอ่านหนังสือให้เธอฟัง แม่ของเธอก็เรียนรู้ที่จะอ่านหนังสือให้ลูกฟังตามแบบฉบับของเธอเอง

"เธอจะเปิดหนังสือไปทีละหน้าแล้วชี้ไปตามภาพและใช้ภาษามือสื่อสารกับลูกน้อยไปทีละภาพ ตอนนี้น้องแพนเค้กอายุได้ 3 ขวบเศษ ไม่เพียงแต่พูดได้เท่านั้น น้องยังกลายเป็นหนอนหนังสือที่ใช้ภาษามือได้เก่งมากคนหนึ่ง เมื่อหันมาหาเราน้องจะพูดด้วยเหมือนคนอื่น ๆ เมื่อหันไปคุยกับพ่อแม่ เธอก็จะใช้ภาษามืออย่างคล่องแคล่ว ทีมวิจัยเห็นแล้วชื่นอกชื่นใจตื้นตันพาลน้ำตาจะไหล ดูเอาเถอะแม้แต่คนใบ้ยังขวนขวายหาวิธีเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟังจนได้" หัวหน้าโครงการฯ เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงปิติ

ในขณะที่ดวงฤดี โชติเนตร ผู้เป็นแม่ใช้ภาษามือบอกกับทีมงานวิจัยว่าเธอประทับใจมากที่มีคนช่วยพาลูกอ่านหนังสือ ดีใจที่ลูกรับรู้ได้ รู้เรื่องทุกอย่างเช่นกัน

ทุกคน มีส่วนร่วมอ่าน

โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำว่าหากจะเริ่มต้นเป็น "คุณพ่อคุณแม่หนอน (หนังสือ)" ก็ให้หาหนังสือนิทานเด็กสักเล่มหนึ่ง แล้วกลับไปอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ด้วยการออกเสียงที่ชัดเจนและถูกต้องเพียงเท่านั้น

"ถึงแม้สภาพหนังสือมีการขาดและชำรุด เนื่องจากเด็กจะขยำ กัด และฉีก แต่ก็ฟ้องว่าเด็กสนใจและชี้ไปที่หนังสือเพื่อให้พ่อแม่เปิดอ่านหนังสือให้ฟัง และจากการสัมภาษณ์คุณแม่คนหนึ่งเล่าว่า ตอนกลางคืนลูกจะหลับยาก และงอแง แต่พออ่านนิทานให้ลูกฟังก็จะหลับง่ายขึ้น ไม่งอแง ขณะที่บางครอบครัวสนใจหาซื้อหนังสือนิทานเพิ่มเติม แต่มักประสบปัญหาในหมู่บ้านไม่มีร้านขายหนังสือ หรือไม่มีหนังสือนิทานขาย จึงยังไม่มีหนังสือนิทานเพิ่มเติม"

แต่ผลลัพธ์ที่ได้อัศจรรย์เกินคาดเดา เมื่อได้พูดคุยกับผู้เลี้ยงดูเด็กซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปู่ย่าตายาย เห็นว่า พวกเขาเองก็ได้ประโยชน์จากการอ่านหนังสือให้หลานฟังด้วย เนื่องจากตนเองก็จะได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นและมีความรู้เพิ่มเติม และสำหรับในครอบครัวที่มีลูกหลายคน นอกจากอ่านหนังสือให้ลูกคนเล็กฟังอย่างเดียวแล้ว พ่อแม่สามารถใช้หนังสือนิทานเป็นสื่อในการสอนลูกคนโตและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย

จากการสัมภาษณ์แม่ลูกสามเล่าว่า เดิมลูกสาว 2 คน (อายุ 10 และ 5 ขวบ) มีพฤติกรรมชอบทานขนมหวาน สีสันสดใส แม่สอนหรือตักเตือนก็ไม่ฟัง แต่เมื่อแม่อ่านนิทานเรื่อง “กุ๊กไก่ปวดท้อง” ให้ฟัง ลูกสาวทั้ง 2 คน ก็เลิกพฤติกรรมการกินขนมลูกกวาดเลย แม้จะทดสอบอีกครั้งตอนเดินผ่านร้านขนมที่มีสีสันว่าจะซื้อหรือไม่ ลูกบอกว่า ไม่เอา เพราะกลัวปวดท้อง หรือฟันผุ นั่นก็พอจะอนุมานได้ว่า ลูกจะเชื่อฟังเรื่องควรรู้ต่างๆ ที่สอดแทรกในเล่านิทาน มากกว่าการตักเตือนจากแม่โดยตรง

หนังสือนิทาน จึงนับเป็นสื่อสำคัญหนึ่งที่หาได้ง่าย เด็กหยิบจับได้สะดวก ไม่อันตราย และราคาถูกเมื่อเทียบกับสื่อชนิดอื่นๆ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กหลากหลายด้าน และความสัมพันธ์ความรักและความอบอุ่นระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมเด็กให้มีศักยภาพเพื่อการเรียนรู้ได้ในระยะยาว และไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการอ่านจริงๆ