จุฬาฯเสนอทางออก5ข้อสถิติน้ำมันรั่วในทะเลไทย34ปี124หน ชี้ระยองเข้าข่ายระดับ2แผนป้องกันและขจัดมลพิษ ยันปะการัง-เต่าทะเลเสี่ยงตาย
จากการเสวนาสังคมไทย พร้อมหรือไม่ต่อการรับมือปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเล”จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.นี้เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเล และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
นายเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กิจกรรมการรั่วไหลของน้ำมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้แม้จะมีมาตรการป้องกกันไว้ ซึ่งจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานว่าระหว่างปี2519-2553 เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลทั้งระดับเล็กและระดับใหญ่ที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและจัดการแก้ไขร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจำนวน 124 เหตุการณ์และจากสถิติของกรมเจ้าท่าเองได้รายงานไว้ว่าระหว่างปี 2540-2553 ได้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันในปริมาณมากกว่า 20,000 ลิตรขึ้นไปรวมทั้งหมด 9 ครั้งที่เกิดขึ้นในชายฝั่งทะเล และท่าเทียบเรือ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนักวิชาการระบุว่าพบปะการังทางด้านทิศใต้ของอ่าวพร้าวตายว่า มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งจากการดูภาพปะการังที่ปรากฎในสื่อพบคราบก้อนน้ำมันปกคลุมเป็นหย่อมๆ ของกอปะการัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จะต้องเปรียบเทียบสถิติเปอร์เซ็นต์การฟอกขาวของปะการังที่มีในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเทียบเคียงว่าอนาคตปะการังบริเวณนี้มีโอกาสจะตายเพิ่มขึ้นจากปัญหาคราบน้ำมันหรือไม่
ด้านนางสาวนันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์ วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมเจาะเลือดเต่าทะเลหายากที่อาศัยรอบพื้นที่เกาะเสม็ดโดยเฉพาะเกาะคราม เกาะกุฎี เนื่องจากสารมลพิษจากน้ำมันจะสะสมในเลือดของเต่าจนมีผลต่อระบบการทำงาน โดยเต่าจะรับสารมลพิษสะสมในห่วงโซ่อาหารที่เต่ากินเข้าไป รวมทั้งสารจากน้ำมันจะมีผลต่อระบบการสืบพันธ์ทำให้อัตราของการวางไข่เต่า และจำนวนไข่ลดลง ซึ่งในระยะ 1 ปีจึงจะชี้ชัดว่าเต่าทะเลได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วครั้งนี้หรือไม่
นายเผดิมศักดิ์ ระบุว่า เหตุการ์น้ำมั่นรั่วยังมีปัญหาความสับสนคลุมเครือในการให้ข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ รวมถึงความไม่ทันต่อความต้องการของสังคมในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นอุปสรรคในการวางแผนแก้ปัญหาในระยะต่างๆ เป็นอย่างมากทำให้การดำเนินการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพเชื่อว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วลงทะเลคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม จุฬาฯมีข้อเสนอ 5 ประเด็นสำหรับรับมือ ดังนี้ 1.ประเทศไทยต้องมีแผนปฎิบัติการแก้ไขปัญหาในกรณีน้ำมันรั่วที่ชัดเจนและสมบูรณ์ครอบคลุมการแก้ปัญหาในทุกระดับ 2.มีการซ้อมต่อเนื่อง นอกจากนี้3.ควรมีศูนย์ข้อมูลกลางที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่ยอมรับของสังคมในการให้ข้อมูล 4.การวิจัยผลกระทบระยะกลางและระยะยาวทุกมิติเป็นเวลา 1 ปีโดยเบื้องต้นจุฬาฯตั้งงบ 1 ล้านบาท โดยต้องวิจัยแบบบูรณาการ และสุดท้าย 5.ประเทศไทยควรมีแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะยาวที่อยู่บนฐานความรู้ที่หลากหลายมากกว่านี้






