วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิเชษฐ์'ตั้งทีมสำรวจสิ่งแวดล้อมระยอง

"วิเชษฐ์" ตั้งทีมสำรวจความเสียหายสิ่งแวดล้อมระยอง พร้อมเร่งทำความสะอาดคราบน้ำมันให้สมบูรณ์โดยเร็ว

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบสิ่งแวดล้อมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรณีท่อรับน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง ขึ้น โดยมอบหมายให้ นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงฯ เป็นประธาน พร้อมกับให้กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทาวทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดตามประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยัง บริษัท พีทีทีโกบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) รวมถึงนักวิชาการอิสระ เช่น รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธ์ ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน เข้ามาช่วยเร่งสำรวจและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ท่อรับส่งน้ำมันดิบรั่วในครั้งนี้ โดยหลังจากที่มีการประเมินผลกระทบในภาพรวมแล้ว ก็จะประมวลผลจัดทำแผนงานและมาตรการ แก้ไขฟื้นฟูทรีพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมกันต่อไป

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ ได้สั่งการให้มีการรวบรวมฐานข้อมูลด้านคุณภาพของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม วางแผนการสำรวจและประเมินผลกระทบความเสียหาย รวมทั้งแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อเข้าดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับเข้าสู่สภาพปกติโดยเร็ว โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) ดำเนินการจัดทำแผนการติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในส่วนของคุณภาพอากาศและคุณภาพน้ำ ในพื้นที่อ่าวพร้าวซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังให้ประสานงานไปยัง บริษัท พีทีทีโกบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เพื่อให้คำปรึกษาและกำกับดูแลการดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการกำจัดกากของเสียให้เป็นไปตามหลักวิชาการ

ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ดำเนินการสำรวจระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มสำรวจ ได้แก่ สมุทรศาสตร์ ปะการัง ระบบนิเวศชายหาก ระบบนิเวศหญ้าทะเล ระบบนิเวศป่าชายเลน สัตว์ทะเลและนกหายาก ซึ่งแม้การติดตามผลกระทบในแต่ละกลุ่มนั้น จะต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่แตกต่างกันออก แต่ว่าจะต้องมีการดำเนินการและรายงานผลตรวจวิเคราะห์ มายังกระทรวงฯ อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เร่งดำเนินการทำความสะอาดคราบน้ำมันให้เสร็จสมบูรณ์ และถือให้เป็นโอกาสในการจัดระเบียบพื้นที่เขตให้บริการใหม่ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค ระบบจัดการขยะะน้ำเสีย รวมทั้งออกแบบปรับปรุวสิ่งก่อสร้างและภูมิทัศน์บนเกาะเสม็ดทั้งหมด

"สำหรับการใช้สารเคมีออยซิลิกอน เอ็นเอสไทด์ 2/3 พ่นเพื่อให้น้ำมันจับตัวและจมลงพื้นทะเล ในสถานการณ์เฉพาะหน้าถือว่าสามารถทำได้ เนื่องจากคลื่นลมในวันเกิดเหตุค่อนข้างแรง แม้ว่าจะเอาบูมมาล้อมไว้แล้ว แต่คลื่นสูงทำให้น้ำมันดิบลอดออกมาจากบูม จึงถือว่าเป็นการใช้ในภาวะจำเป็น อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการประเมินผลกระทบ ได้สั่งการให้นักประดาน้ำดำลงไปสำรวจดูพื้นทะเล ว่าได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายหรือไม่แล้ว" นายวิเชษฐ์ กล่าว