นักวิจัยสวทช.เผยสถานการณ์ในพื้นที่การกู้วิกฤติน้ำมั่นรั่วเกาะเสม็ดส่อแวววุ่น หลังมีกลุ่มจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือจำนวนมากเกินไป ทำให้เจ้าหน้า
นายสมเกียรติ เตชกาญจนรักษ์ นักวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงสับสน ทั้งการเดินทางมาตรวจสถานการณ์ของรัฐมนตรี สื่อมวลชนจากหลายสำนัก ทำให้ต้องตอบคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งนี้ การเข้ามาของจิตอาสาที่มากเกินไป ซึ่งตอนนี้ ทีพีพีจีซี ไม่ได้ต้องการ ทำให้พื้นที่ไม่พอ การเข้าไปเหยียบย่ำคราบน้ำมันทำให้เลอะ และจัดการทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม
"แม้วันนี้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่อิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลงยังคงลากน้ำมันเข้าหาฝั่งอยู่ ทำให้ช่วงเช้าสถานการณ์ดี แต่พอบ่ายเริ่มมีปัญหา ซึ่งยังคงต้องแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง"นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะเดียวกันมีบริษัทเอกชนกว่า 10 บริษัทจากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่เพื่อเสนอขายผลิตภัณฑ์แบคทีเรีย ช่วยสลายคราบน้ำมันให้กับ ผู้บริหารทีพีพีจีซี ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจเกิดขึ้น ในขณะที่ สวทช. ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ต้องการให้นำงานวิจัยจุลินทรีย์สลายคราบน้ำมัน เข้าช่วยเหลือภารกิจกอบกู้คราบน้ำมันที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์คราบน้ำมันรั่วไหลมากที่สุด กลับถูกมองว่าจะเข้าไปหาผลประโยชน์เช่นกัน
แต่หลังจากทำความเข้าใจว่า จุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์บำบัดนี้เป็นผลงานของนักวิจัย ที่ได้พัฒนามากว่า 2 ปี และมีการถ่ายทอดไปยังบริษัทเอกชนไทย เพื่อผลิตและจำหน่ายแล้ว ในช่วงเย็นของวันที่ 31 ก.ค.จึงได้เริ่มทดสอบประสิทธิภาพจุลินทรีย์ขจัดคราบน้ำมันบริเวณโขดหิน และพื้นทรายโดยวิธีการฉีด ซึ่งผลปรากฏว่าหลังจากฉีดทรายมีสีขาว ส่วนโขดหินคราบน้ำมันออกไปโดยสัมผัสแล้วไม่เหนียว ซึ่งผู้บริหาร ทีพีพีจีซี พอใจในระดับหนึ่งและตัดสินใจว่าจะเอาไปใช้งาน
ทั้งนี้ในช่วงบ่าย ของวันที่ 1 ส.ค. ทีพีพีจีซี ได้ตัดสินใจทดสอบประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์บำบัดบริเวณหน้าหาด ที่ยังมีคลื่น โดยใช้เรือเร็ว พ่นสารเคมีเจือจาง 1 ต่อ 40 ซึ่งนักวิจัยมองว่า ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์น่าจะใช้งานได้ดีกับการกำจัดฟิล์มน้ำมันที่มีความบาง และลอยอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งในส่วนของพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงและยังคงพบคราบน้ำมันเป็นจำนวนมาก อาจต้องใช้เรือฉีดสารชีวภัณฑ์บำบัดแรงดันสูง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยได้ แต่อาจต้องรอให้ภารกิจเคลียร์พื้นที่ที่หน้าหาด ซึ่งคนสามารถทำได้ให้เสร็จก่อน
นักวิจัยบอกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต้องค่อยๆ ตักน้ำมันออก การเอารถเข้าตัก ทำได้ แต่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่หนักขึ้น แบคทีเรียเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งถ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ทีพีพีจีซี จะเลือกใช้หรือไม่
“คราบน้ำมันที่หนาและสามารถตักได้ การใช้จุลินทรีย์บำบัดคงไม่เหมาะสมเท่ากับวิธีการที่ทำอยู่เดิม คือการตักออก เนื่องจากต้องใช้แบคทีเรียในปริมาณมหาศาล” เขากล่าว และยอมรับว่า การทดสอบประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์บำบัดในทะเลเปิด ยังมีคลื่นลมเป็นปัจจัยทำให้ไม่สามารถวัดประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการทดสอบกับขวดแก้วในห้องแล็บ ที่บอกได้ว่าหลังจากใช้งานมีคราบน้ำมันลดลงมากน้อยแค่ไหน ในส่วนของ ทีพีพีจีซี เองก็ไม่เคยวัดประสิทธิภาพมาก่อน ตอนนี้ดัชนีที่วัดมาจากสภาพพื้นที่ที่ดีขึ้น และกลิ่นที่ลดลง
สำหรับสารเคมีที่ ทีพีพีจีซี ใช้สลายคราบน้ำมัน มีที่ชื่อทางการค้าว่า “Slickgone” ผลิตโดยบริษัท DASIC ประเทศอังกฤษ รายละเอียดด้านความปลอดภัยสามารถดูข้อมูลได้จากศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ (MSDS) ซึ่งในขั้นตอนของการนำเข้าสารเคมีตามกฎหมายจะต้องผ่านหน่วยงานราชการรับรอง โดยปกติ MSDS ไม่เปิดเผยรายละเอียดสารที่มีสิทธิบัตร และระบุว่าให้ติดต่อบริษัทผู้ผลิต เพียงแต่ให้ข้อมูลว่าทดสอบแล้วปลอดภัยภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น สารที่ใช้อาจระคายเคืองต่อผิวหนัง เมื่อโดนน้ำให้ระวัง หรืออาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ในน้ำอัดลมที่ระบุส่วนผสมที่ชัดเจน แต่รู้ว่าปลอดภัย






