ปราชญ์น้ำหมึก วิถีพุทธบำบัด

ปราชญ์น้ำหมึก วิถีพุทธบำบัด

เธอคือผู้กล้าประกาศว่า "ปัสสาวะ...รักษาโรคได้" นิดดา หงษ์วิวัฒน์ หัวเรือใหญ่แห่งสำนักพิมพ์แสงแดด นักคิดคนสำคัญแห่งวงการนักเขียนไทย

เธอคือผู้กล้าประกาศว่า "ปัสสาวะ...รักษาโรคได้" นิดดา หงษ์วิวัฒน์ หัวเรือใหญ่แห่งสำนักพิมพ์แสงแดด นักคิดคนสำคัญแห่งวงการนักเขียนไทย ผู้เชื่อมโยงพุทธศาสนาเข้ากับสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัด ปลูกฝังการเรียนรู้ตามธรรมชาติให้กับเด็ก เธอยึดมั่นใช้หลักธรรมป้องปรามชีวิตตนและอนาคตของชาติ

หลายครั้งที่เราไม่สามารถหาคำตอบให้กับชีวิตได้ เหตุเพราะไม่มีหลักยึดที่่มั่นคง เราจึงโอนเอนเปรียบได้กับไม้หลักปักดินเลน แต่สำหรับนิดดา หงษ์วิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักพิมพ์แสงแดด จำกัด เธอกล่าวสั้นๆด้วยคำง่ายๆว่า "ธรรมชาติ" แก้ปัญหาและเป็นคำตอบให้กับทุกสิ่งบนโลกได้ เธอจึงพร้อมถ่ายทอดความรู้นี้ให้เข้าใจอย่างง่ายๆ และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในยุคโลกาภิวัตน์

ความรู้ที่เต็มเปี่ยมในตัวนิดดา ล้วนมาจากค้นคว้าหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้มากมายหลายสำนัก บวกกับประสบการณ์ตรงที่เธอต้องฝ่าฟันให้ผ่านพ้น ทั้งทดลองด้วยตนเองกับคนในครอบครัวมาแล้วทั้งนั้น หลายศาสตร์ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน และตกผลึกเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ซึ่งเธออยากมอบให้เป็น "ของขวัญทางความคิด" แก่ทุกคน

พุทธะ...รักษาทุกโรค

ทั่วโลกต่างยอมรับกันแล้วว่า วิถีพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ตามเหตุและผลจริง พุทธะตอบคำถามเรื่องธรรมชาติของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา คำสอนทางพุทธศาสนาจึงไม่ได้มีประโยชน์แค่การบริหารใจเท่านั้น แต่พุทธะสามารถอธิบายเรื่องสุขภาพกายได้อย่างชัดเจน หากเราฝึกใจให้ดี แล้วความมหัศจรรย์ภายในร่างกายก็จะค่อยๆปรากฏตัวขึ้น

เจ้าของผลงานหนังสือ “เปลี่ยนจิต พิชิตโรค” และ “เปลี่ยนจิต ชีวิตเป็นสุข” เผยว่าโรคทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดเพราะเราเป็นคนทำร้ายตัวเองทั้งสิ้น โรคที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินเข้าโรงพยาบาลเสมอไป เพราะฤทธิ์ของยาไม่ได้แก้พฤติกรรม แต่ต้องย้อนกลับไปแก้ที่สาเหตุ โดยเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาสู่ธรรมชาติ ใช้จิตบำบัดกาย เพราะจิตมีพลังมหาศาล เพื่อให้ทุกคนหันกลับมามองที่ต้นเหตุ แล้วแก้ที่สาเหตุ โดยไม่ทำร้ายตัวเองด้วยการปฏิบัติผิดๆอีกต่อไป

นิดดา กล่าวอ้างอิงว่าพุทธศาสนาสอนให้ “สงบ” เชื่อหรือไม่ว่าในวันหนึ่งๆเราคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้นับได้ถึง 84,000 ครั้งเลยทีเดียว ทั้งความคิดที่สั่งการด้วยจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของเราเอง ดังนั้นเราจึงควรฝึกให้จิตหยุดคิดเป็นอันดับแรก มีสมาธิกลับมาดูที่จิต ไม่คิดในเรื่องคนอื่น หรืออดีตและอนาคตของตน

ลำดับต่อมาคือ ฝึกหายใจอย่างอานาปานสติ หายใจเข้าลงลึกถึงช่องท้องและหายใจออกยาวๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเต็มที่ ช่วยให้ร่างกายมีอาวุธไว้ต้านกับเซลล์ร้ายที่จะก่อตัวเป็นมะเร็ง และยังช่วยหลั่งสารเอนโดฟีน ทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยเป็นของแถม

หลังจากคลายความวุ่นวายลงได้แล้ว นิดดาเผยเคล็ดลับว่า ยังต้องฝึกคิดดี คิดบวก ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อให้แคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดี ปัดป้อง หรือทุเลาโรคร้ายต่างๆที่เกิดขึ้น

อาหาร...ปราการต้านภัย

ปราชญ์หญิงด้านพุทธะบำบัด กล่าวต่อว่า มนุษย์เกิดจากธรรมชาติ และมีกลไกทางธรรมชาติเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีชีวิต และเซลล์ของเราก็ปวารณาตัวเป็นมังสวิรัติ

ดังนั้นสิ่งที่เราควรบริโภคเข้าไปจึงต้องเป็นสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งให้โดยสมบูรณ์แล้ว อย่าง ผักสด ผลไม้สด เราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารอุตสาหกรรมและอาหารแปรรูปทั้งหลาย เช่นน้ำตาล หรือเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกาจที่จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด ส่งผลร้ายต่อร่างกายในทันทีและระยะยาว แต่เมื่อใดที่มีอาการป่วยเล็กน้อยจากความไม่สมดุลของร่างกาย เช่น เมื่อเป็นไข้ขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา เพียงดื่มน้ำมะพร้าวและน้ำดื่มสะอาดให้มาก ก็จะบรรเทาอาการครั่นเนื้อครั่นตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกเหนือจากอาหารแล้ว นิดดาบอกต่อว่า "(วิธี)การกิน" ก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อรับประทานอาหาร ต้องอยู่กับการเคี้ยว โดยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อให้รับรู้รสชาติอร่อยจากธรรมชาติ และได้รับพลังงานอะตอมจากอาหารชิ้นเล็กแหลกละเอียดในปาก อย่ารีบร้อนในการกิน และควรกินอาหารในสัดส่วน 7-8 ใน 10 ส่วนต่อมื้อ ซึ่งสิ่งนี้พระสารีบุตร (อัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า) ยึดไว้ต้องหยุดไว้ที่ 5 คำก่อนอิ่มจริง พร้อมตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่าต้องให้เวลากับการกิน อาหารเช้าต้องกินอย่างราชา มื้อกลางวันกินเยี่ยงเศรษฐี แต่มื้อเย็นต้องกินแบบยาจก

ปิดท้ายด้วยการนอนหลับอย่างมีสติ และเมื่อตื่นเช้ามาก็ต้องขับถ่ายด้วยการคลายจิตแห่งการยึดมั่นลงเสีย เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเป็นปมปัญหาชีวิตของหลายๆคน อีกทั้งต้องพาตัวเองออกไปรับแสงแดดยามเช้าทุกวัน ถอดรองเท้าเดินย่ำบนพื้นดินพื้นหญ้าเพื่อรับพลังงานจากโลก ดื่มน้ำเปล่าให้มาก กินอาหารแต่น้อย และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะก่อให้เกิดโรคทิ้งเสีย เพียงเท่านี้แล้วร่างกายของเราก็จะเต็มไปด้วยเซลล์แห่งความสุขล้นปรี่

น้ำปัสสาวะ = ยาวิเศษ

อดีตคนป่วยผู้ทุกข์ทรมานด้วยอาการหัวใจเต้นผิดปกติ สนับสนุนว่า ธรรมชาติคือ ยารักษาโรคแสนวิเศษ ซึ่งเธอใช้ศาสตร์แห่งธรรมชาติบำบัดอันง่ายดาย จนทำให้อาการเจ็บป่วยก็ค่อยๆมลายหายไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยว่า เธอเคยเป็นผู้ป่วยในใบบันทึกการแพทย์เท่านั้น

และอีกหนึ่งในความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เธอคลั่งไคล้และนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิต ก็คือการดื่ม “น้ำปัสสาวะ” ของตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิถีธรรมชาติบำบัดและนำหลักพุทธะมาปรับใช้ดูแลตัวเอง อธิบายว่า น้ำปัสสาวะสามารถสร้างสมดุลในร่างกายและรักษาตัวเราได้ ซึ่งมันเป็นยาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสให้บรรดาภิกษุ พุทธสาวกทั้งหลายที่ต้องไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ให้ “ฉัน” (ดื่ม) รักษาโรค แม้คำตรัสนั้นยังคงดำรงอยู่ใน “นิสสัย๔” (ฉันอาหารที่ขอเท่านั้น, ห่มผ้าที่เขาทิ้งแล้ว, อาศัยอยู่อย่างสันโดษ และฉันน้ำปัสสาวะเป็นยา) ซึ่งพระนวกะ (พระบวชใหม่) จะต้องรับไปปฏิบัติในวันอุปสมบท หลังจากครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วเป็นครั้งแรก

แต่ถ้าวิเคราะห์ทางการแพทย์ หลายข้อมูลวิจัยแล้วว่า น้ำปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้โรคหลายอย่าง ยิ่งกว่านั้นยังเป็นวัคซีนป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี เพราะข้อดีของน้ำปัสสาวะยังมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นพี่น้องฝาแฝดกับน้ำเลือด จึงมีแร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกัน โปรตีน และสารอีกมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดจนยูเรียที่ใช้เป็น “พิษต้านพิษ”

เมื่อเธอได้ทดลองใช้กับตัวเองจนได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ทุกวันนี้นิดดาตัดขาดจากคำว่า "ผู้ป่วย" โดยสิ้นเชิง และใช้น้ำปัสสาวะบำบัดรักษาตัวเองในหลายๆด้าน ทั้งดื่มและใช้ภายนอก พร้อมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติมใหม่จนสามารถเขียนเป็นหนังสือ ยาพระพุทธเจ้า “น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค” กลายเป็นหนังสือ Best Seller ของสำนักพิมพ์

ธรรมชาติของต้นกล้า

นอกจากจะคลุกคลีอยู่ในพุทธศาสนากับสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัดแล้ว เธอยังเป็นนักเขียนเรื่องเด็กมากมายหลายนามปากกา และตั้งปณิธานจะสร้างโลกใหม่ให้เจ้าตัวเล็ก

"เด็กคือส่วนผสมของวิญญาณและเซลล์ คุณภาพของเด็กจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการกินอาหารของแม่ และความสมบูรณ์ของเลือด ซึ่งอาการแพ้ท้องของแม่เป็นกลไกปรับเลือดของแม่ให้สะอาดพร้อมรับสิ่งมีชีวิตใหม่ในครรภ์" คำตอบของนิดดา เมื่อได้รับคำถามว่าเด็กมีคุณภาพสำคัญต่อโลกอย่างไร เธอย้อนแย้งว่า ต้องกลับไปให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางของเด็กคนนั้น นั่นคือ ว่าที่พ่อและแม่

สตรีเหล็กโลกน้ำหมึก แนะนำว่า ต้องใส่ใจตัวแม่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์เสียด้วยซ้ำ แม่ต้องรับประทานอาหารที่จะสร้างเม็ดเลือดที่ดี ขับพิษด้วยการอดอาหาร หรือดื่มน้ำมะพร้าวสดให้มาก หันมากินผักผลไม้สด และอาหารที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรือมีสารเคมี ซึ่งมักจะมีเกลือ หัวเชื้อเครื่องปรุง ผงชูรส เกินความจำเป็น และถ้าไม่มีข้อจำกัดทางสรีระหรือข้อแม้ทางการแพทย์ เธอเสนอว่า ควรคลอดลูกแบบธรรมชาติ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับแบคทีเรียชนิดดีซึ่งอยู่บริเวณช่องคลอดของแม่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ในขณะที่ถ้าผ่าตัดจะเป็นโรคภูมิแพ้กันเยอะมาก และลูกต้องกินน้ำนมแม่ด้วย

เมื่อเด็กโตขึ้น คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องตามดูลูก ควรส่งเสริมสิ่งที่เขาเป็น โดยไม่เข้าไปจัดการ ที่สำคัญคือต้อง "ฟังเด็ก" ให้โอกาสเด็กๆได้คิด ได้ทำ แล้วฟังเขา อย่าทำลายความเชื่อมั่นของเด็ก แต่จงปรับความรู้ความเข้าใจของเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

"Power of Listen การฟังที่ดี ก่อนที่เราจะพูด คำพูดนั้นจะถูกเรียบเรียงโดยสมองเป็นอย่างดีแล้ว คนพูดจะรู้ถึงวิธีแก้ไขในรายละเอียด แต่คนฟังจะรู้เป้าหมายหรือวิธีการ ดังนั้นพอถึงจุดหนึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองว่าถูก-ผิด ต้องทำหรือละเว้นอย่างไร การเป็นนักฟังที่ดีเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพ่อแม่ การให้ลูกได้ระบายจะทำให้เขาเห็นจุดหนึ่งของปัญหาแล้วสักพักเขาก็จะรู้ว่าทางออกคืออะไร อานุภาพแห่งการฟังสามารถพัฒนาคนได้อย่างก้าวกระโดด"

เด็ก...ไม่เล็กอย่างที่คิด

นักเขียนเรื่องเด็ก บอกต่อว่า ไม่ว่ามนุษย์ตัวเล็กที่ชื่อว่าเด็ก ต่างก็อยู่บนระนาบโลกเส้นเดียวกันกับผู้ใหญ่อย่างเราๆ และพึ่งตระหนักไว้เสมอว่า "เด็ก...ไม่เล็กอย่างที่คิด" จึงควรปลูกฝังความเป็นผู้ใหญ่ลงไปด้วย พร้อมกับอบรมบ่มนิสัยไม่ให้ลูกหลานยึดวัตถุสิ่งของเป็นสรณะ แล้วกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

"ทุกย่างก้าวคือการพัฒนา ควรสอนให้เด็กถอดรองเท้าหรือเปลือยเท้าเดินบนดินบ้าง เพื่อรับพลังงานจากพื้นโลกเข้าสู่ตัว อย่ากลัวเชื้อโรค เพราะนี่คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีตามธรรมชาติ หากเขาเดินแล้วล้ม ก็ปล่อยให้เขาล้ม ให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตนเอง อีกทางหนึ่งก็ต้องสอนให้เขารู้จักความรับผิดชอบ กับเรื่องง่ายๆอย่างกินข้าวให้หมดจาน และฝึกให้เขาใช้ชีวิตให้เป็น พาเข้าออกไปผจญโลกกว้าง เที่ยวกับเขา ไม่ใช่ให้เขามาเที่ยวกับเรา ไม่ต้องเที่ยวหรูหรา แต่ต้องสนุกไปกับเขา ผู้ใหญ่หลายคนชอบบ่นว่า เหนื่อย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะผู้ใหญ่จัดการเข้าไปจัดการเสียทุกอย่าง เอาตัวเองไปลำบากทำไม ถ้าทางมันขรุขระก็ต้องให้เด็กๆได้รู้ว่ามันลำบาก อย่าอุ้มลูกมากเกินไป ปกป้องลูกมากเกินไป จะทำให้เด็กขาดประสบการณ์ ต้องให้เดิมพันกับตัวเอง ต้องยอมให้ลูกล้มลูกพลาดเสียบ้าง"

พ่อแม่หลายคนมักกังวลกับระดับไอคิวของลูก นิดดาเผยว่า สมองหากไม่ใช้ก็จะไม่พัฒนา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเรียนอย่างเดียวเสมอไป หาหนังสือทั่วไปให้ลูกอ่านบ้าง ความเป็นอัจฉริยะทำได้ง่ายๆแค่เสริมเข้าไปในสิ่งที่เขามี สร้างอีคิวให้เกิดขึ้นกับลูก ส่วนตัวพ่อแม่นั้นก็ทำใจให้สมบูรณ์ สบายใจ ทำใจให้เย็น อยู่กับความดีของลูก ชื่นชมกับความความดีเล็กๆน้อยๆของเขา ทำได้ง่ายๆแม้แต่การยิ้ม

ทุกวันนี้หลักการปฏิบัติเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจริงกับครอบครัวของนิดดา แม้ตอนนี้ลูกๆโตกันหมดแล้ว ลูกชายคนที่สองมีครอบครัวแล้ว จึงช่วยเลี้ยงหลานแบบกินอาหารแนวธรรมชาติ สวดมนต์ ออกกำลังกาย ให้มีประสบการณ์ทางสังคมรอบด้าน กับสามีซึ่งอยู่ในวัยปลดเกษียณด้วยกันทั้งคู่ ใช้เวลากับการเดินออกกำลังกายด้วยกันแทบทุกวัน ซื้ออาหารประเภทผัก ผลไม้ เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ด้วยกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนในแผ่นดินไทย แบบขับรถเที่ยวไป 2 คน ตา-ยาย เดินทางไปจาริกบุญที่อินเดียด้วยกัน กว่า 10 ครั้งแล้ว อ่านหนังสือธรรมมะแล้วนำมาสนทนากัน