วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สุรัตน์ โพธิปราสาท พิธีกรคิดบวกแบบเท้าติดดิน

สุรัตน์ โพธิปราสาท พิธีกรคิดบวกแบบเท้าติดดิน

คนที่มีปัญหาโดยส่วนใหญ่ ก็คือคนที่พยายามที่จะควบคุมสิ่งที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้

“เพราะชีวิตคนเราแสนสั้นและมีเพียงชีวิตเดียว เราจึงต้องมาเรียนรู้กันว่า เราจะดำเนินชีวิตที่แสนสั้นและมีชีวิตเดียวนั้น ให้มีความสุขและมีความหมายได้อย่างไร” คำตอบจากผู้ชายชื่อสุรัตน์ โพธิปราสาท หรืออาจารย์บอล พิธีกรรายการน้ำครึ่งแก้ว ช่องกรุงเทพธุรกิจทีวี กับการถ่ายทอดหลักคิดจิตวิทยาเชิงบวกให้รู้โดยทั่วกัน

สุรัตน์ โพธิปราสาท คลุกคลีอยู่ในโลกของ “กลุ่มคนหลากหลาย” ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ไบรท์ไซด์ พีเพิล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านพัฒนาบุคลากรและให้คำปรึกษาเรื่องการพัฒนาองค์กรและพัฒนาคนโดยใช้หลักการจิตวิทยาเชิงบวก

จิตวิทยาเชิงบวกปัจจุบันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสังคมไทย จึงไม่น่าแปลกใจ หากผู้ที่เรียนทางด้านนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีทางสังคม แต่สำหรับผู้ที่เรียนจิตวิทยาอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะ อย่างสุรัตน์จะสามารถดูแลตนเองได้ดีมากน้อยขนาดไหน สามารถหาคำตอบได้จากพิธีกรคนเก่งคนนี้

ว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก
สังคมจะรู้จักจิตวิทยาที่เป็นศาสตร์ดูแลผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยทางจิตส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ของโลก เป็นเพียงแค่ร้อยละ10 ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น แล้วอีกร้อยละ90 ของประชากรทั้งหมดล่ะจะดูแลจิตใจพวกเขาได้อย่างไร

นักจิตวิทยาสองท่านจึงได้ก่อตั้งจิตวิทยาสายใหม่ขึ้น นั่นคือจิตวิทยาเชิงบวก โดยเน้นช่วยเหลือคนปกติทั่วๆไปโดยเน้นว่าทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น พึงพอใจในชีวิตมากขึ้น ให้เขารู้จักตนเอง ตั้งเป้าหมาย ดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายและมีความสุขกับชีวิต

ความยากทางด้านจิตวิทยา
สังคมยังคงยึดติดกับความคิดที่ว่า คนที่มาพบนักจิตวิทยาจะต้องเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตเท่านั้น ทำให้ต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันการซุบซิบนินทา ซึ่งสังคมบ้านเราเป็นสังคมที่หยิบเอาคนรอบข้างมา ให้มีอิทธิพลต่อตัวเรา ซึ่งจะต่างจากสังคมทางตะวันตก

ความยากของการเรียนจิตวิทยาในบ้านเราอยู่ตรงที่จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ ว่าเรื่องของจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องของคนเป็นโรคทางจิตเท่านั้น จริงๆแล้วเราเครียดจากการทำงาน มีปัญหาการพูดคุยกับสามี นอนไม่ค่อยหลับ หาคำตอบให้กับชีวิตไม่ได้ เราก็สามารถที่จะไปพบนักจิตวิทยาได้ ซึ่งยังคงมีกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้อยู่

ส่วนผู้ป่วยทางจิตนั้นก็จะต้องไปพบจิตแพทย์ นี่คือความสับสนของคนทั่วๆไประหว่างนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ จิตแพทย์นั้นเป้าหมายคือการรักษาผู้ป่วยด้วยยา แต่นักจิตวิทยาจะรักษาด้วยการพูดคุยพร้อมให้การบ้านเพื่อฝึกเปลี่ยนมุมมองและความคิด

นักจิตวิทยา (ไม่) ต้องคิดบวกตลอดเวลา
ขอตอบว่า ไม่ จิตวิทยาเชิงบวกมันเป็นวิทยาศาสตร์อิงงานวิจัย สิ่งที่พิสูจน์มาแล้ว ส่วนการคิดเชิงบวก คือการให้กำลังใจตนเอง ซึ่งการให้กำลังใจตนเองนั้นมันมีอยู่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

คนที่คิดบวกว่าฉันทำได้ ฉันเป็นคนประสบความสำเร็จ มองเหตุการณ์ต่างๆในด้านบวกมากๆ มองข้ามด้านลบไป คนเหล่านี้ในที่สุดแล้วจะมีปัญหาทางด้านการยอมรับนับถือตนเองเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นคุณไม่ได้มีมันอยู่จริง

จะสังเกตว่าเวลาที่ไปฟังธุรกิจลักษณะขายตรงแบบหลายชั้น หรือ MLM จะมีคนที่ไฟติดและมีคนที่ไฟมอดเร็วมากๆ ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องของความพร้อมของคนเราที่ไม่เท่ากัน อะไรที่มันบวกเกินไปก็ทำให้ลืมมองความเป็นจริง ยึดติดอยู่กับความเพ้อฝัน เมื่อคุณกลับมาอยู่กับตนเองได้ เจอความเป็นจริง นี่แหละที่จะทำให้เรามีอาการที่หนักขึ้นกว่าแต่ก่อนคือ ขาดการยอมรับนับถือในตนเอง

จิตวิทยาเชิงบวกต่างกันตรงที่เป็นการมองตามสภาพความเป็นจริง เป็นการมองมุมบวกแบบเท้าติดดิน แปลว่า เราจะพิจารณาทั้ง 2 ด้าน แต่คนเรามักจะมองลบมากกว่าด้านบวกเพื่อเป็นการปกป้องตนเอง ซึ่งเป็นกลไกของสมองส่วน Amygdala เลยทำให้คนเรามองจากหนูเป็นช้างได้

เรื่องจริงๆอาจเล็กนิดเดียว แต่เพราะคิดไปคิดมาเรื่องมันเลยกลายจากหนูไปเป็นช้าง นักจิตวิทยาเชิงบวกพูดง่ายๆคือคนที่อธิบายความสุข ความอยู่ดีของมนุษย์ด้วยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีงานวิจัยมารองรับ

จิตวิทยาเติมเต็มความสุขให้ชีวิตได้
มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากกว่า ตอบไม่ได้ว่ามันมีความสุขที่สุดหรือไม่ แต่ตอบได้ว่า พึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ พื้นฐานชีวิตค่อนข้างเป็นคนไม่ค่อยเครียดอยู่แล้ว คือถ้าเครียดก็ไม่นานเพราะจะรู้ตัวว่าเครียด เมื่อรู้ก็จะหาอะไรเบรก เช่นดูโน่นดูนี่ ดูเว็บไซต์ต่างๆ ทำอย่างอื่นบ้างก็จะสามารถช่วยให้เราหายเครียดได้

ขอใช้คำว่าดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจ ใช้หลักการทางด้านจิตวิทยากับหลักการทางด้านของศาสนาบางอย่างมาช่วย ด้วยความเป็นคริสเตียนบางอย่างที่เราทำไม่ได้ ก็ฝากไว้กับพระเจ้า คือ ทำให้เรารู้สึกดีๆอย่างน้อยเราก็มีที่ฝาก
การดูแลใจตนเองของนักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาก็คือปุถุชนคนธรรมดาที่จำเป็นต้องดูแลตนเอง เขาก็มีปัญหาเช่นคนทั่วไป ซึ่งเรายอมรับว่าสิ่งที่เราพูดเราสอน เราไม่ใช่ต้นแบบที่ดีในทุกๆเรื่อง ซึ่งนักจิตวิทยาจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาซะเอง เพียงแต่นักจิตวิทยามีข้อได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆอยู่เท่านั้น ตรงที่เราเห็นข้อมูล งานวิจัยต่างๆเราสามารถหยิบมาปรับใช้กับตนเองได้ง่าย

การดูแลใจของสุรัตน์
ด้วยเหตุผลว่าเป็นคนที่ต่างจากคนอื่นตรงที่ มาเริ่มเรียนจิตวิทยาตอนที่ทำงานให้กับบริษัทที่เป็นองค์กรใหญ่ๆมานาน เรียกว่าได้เห็นโลกมาก่อนที่จะเรียน ทำให้เรามองเห็นว่าปัญหาของคนที่เราเจอ มันเป็นเพราะอย่างนี้ มันเห็นภาพง่ายมากจากประสบการณ์การพบเจอและทำงานกับคนหลากหลายรูปแบบ

พอเราเรียนก็ทำให้เข้าใจตนเองเพิ่มมากขึ้น ถือว่าค่อนข้างได้เปรียบกว่าคนที่จบใหม่แล้วมาเรียนต่อทางด้านจิตวิทยาเลย จึงทำให้เราพิจารณาตนเอง เมื่อรู้แล้วเราก็จะเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำได้ แต่ก็ยอมรับว่าเปลี่ยนตนเองได้ในบางเรื่อง บางเรื่องที่เปลี่ยนไม่ได้บ้าง มันก็มี

สิ่งหนึ่งที่เราควรคิดเสมอก็คือ ในชีวิตเรามันย่อมมีสิ่งที่ควบคุมได้ และสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ คนที่มีปัญหาโดยส่วนใหญ่ ก็คือคนที่พยายามที่จะควบคุมสิ่งที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ นั่นเลยทำให้เขาเป็นทุกข์

ยกตัวอย่างสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลยนั่นคือความคิดของคนอื่น เราไม่สามารถคุมได้ สิ่งที่เราคุมได้อย่างแท้จริงแต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุม นั่นคือความคิดของเราเอง ทุกอย่างมันมาจากความคิดซึ่งมันจะเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันใจเราเอง นั่นคือสิ่งที่ผมใช้ดูแลใจตนเองเสมอมา

ช่วงเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ
จากเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว คือมีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว หย่าร้างกับภรรยาในช่วงก่อนที่จะมาเรียนทางด้านจิตวิทยา เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันมากๆ เป็นความรู้สึกที่เรารู้สึกว่ามันล้มเหลว เพราะสิ่งที่เราคาดหวัง นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องหาคำตอบให้กับชีวิต

ในด้านของการทำงานเอง เขาเคยทำงานในด้านที่ไม่ถนัด คือดูแลเซลล์ทางด้านการขายของแผนกขายทั้งหมดในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่ได้ชอบทุกอย่างของงานขาย แต่ชอบแค่บางอย่างของมัน คือชอบการพบปะพูดคุยกับคน แต่ไม่ชอบความกดดัน ซึ่งความกดดันเกี่ยวกับตัวเลขมันเป็นรายวัน ไม่ได้ชอบการแข่งขันขนาดนั้น

เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เป็นจุดกึ่งกลางของชีวิต เปรียบกับฟุตบอลมีครึ่งแรกและครึ่งหลัง เมื่อครึ่งแรกไม่ดีก็ต้องปรับกลยุทธ์ และในช่วงพักครึ่งก็ต้องคิดว่าเราควรที่จะลงเล่นครึ่งหลังหรือไม่

นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเราอยากใช้ชีวิตที่เหลือกับสิ่งที่เราชอบมากกว่า เพราะชีวิตคนเรามันสั้นเหมือนอย่างสโลแกนรายการน้ำครึ่งแก้ว เมื่อชีวิตที่เราหมดลมหายใจ เราจะสามารถตอบตนเองได้ว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำและมีความสุขที่จะทำ นั่นคือเราใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้ว

เส้นทางความสำเร็จฉบับสุรัตน์
ความสำเร็จมันต้องประกอบด้วยความสุข คือ ต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความหมาย เพราะชีวิตคนเรามันสั้น คนทุกคนทำอะไรก็แล้วแต่ล้วนมีความหมายหมด ทุกอย่างมันมีเหตุผลและความหมายหมด

ขึ้นอยู่กับว่าเราเคยกลับไปถามตนเองหรือเปล่าว่า จริงๆแล้วความหมายของชีวิตเราคืออะไร ชีวิตที่มีความหมายจะต้องตอบสนองความพึงพอใจของเราได้

ชีวิตเป็นเรื่องส่วนบุคคลของใครของมัน ซึ่งความสำเร็จในแบบสุรัตน์ คือ การหาตนเองให้เจอแล้วสร้างความหมายของชีวิตเราในแบบที่เราเป็น นั่นคือความสำเร็จ แต่ไม่ใช่การไปก๊อปปี้คนอื่นเขา อยากเป็นอย่างคนนั้น อยากเป็นอย่างคนนี้ เพราะเขาทำแบบนั้น

ให้ใช้จุดแข็งและความถนัดของตัวเราสร้างความสำเร็จจะดีกว่า เชื่อว่าหากเราทำให้สุดในด้านที่ถนัด เงินทองและการยอมรับ สิ่งที่เราเคยอยากได้ในอดีตมันก็จะตามมาเอง แต่อย่าใช้เงินทองเป็นตัวตั้งต้น มันจะไม่มีความสุข

เป้าหมายสูงสุด
ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและได้ใช้ชีวิตของเราอย่างคุ้มค่าเท่านั้นจริงๆ อยากใช้จิตวิทยาที่เรียนช่วยคนหรือองค์กรให้ประสบความสำเร็จ การได้มองเห็นคน หรือองค์กรหนึ่งประสบความสำเร็จ ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุข ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมาย ทั้งหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตในแบบที่เขาเป็น นั่นคือความสำเร็จที่สร้างความสุขให้กับตัวเราเอง

สิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ลงมือ
เป็นคนชอบการเรียนรู้ ถ้าเพื่อตนเองก็อยากท่องเที่ยวและออกเดินทางในแบบที่เราเป็น อาจไม่ต้องถึงขั้นปั่นจักรยานรอบโลกแบบคุณหมู-คุณวรรณ (กายใจฉบับที่ 145) แต่เดินทางในแบบฉบับที่เป็นเรา

แต่อยากเที่ยวไปด้วย และศึกษาวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ศึกษาความต่างทางด้านวัฒนธรรม ศึกษาการใช้ชีวิต ความคิด ความสนใจในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ในสิ่งที่คนอื่นสนใจก็ได้ แต่มันคือการใช้ชีวิตที่เราอยากใช้ รวมถึงเราได้เรียนรู้คน นั่นคือสิ่งที่ใช่ความเป็นเรามากที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้จักตัวเราเองได้มากยิ่งๆขึ้น