วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลูกเกษตรในใจเด็ก

หากสอนให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ อนาคตเขาจะมีความรู้ทำอะไรได้เองไม่ต้องเสียเงินซื้อไปเสียทุกอย่าง

แค่บอกให้เด็กๆสนใจภาวะโลกร้อนยังไม่พอ ต้องให้เขารู้ด้วยว่า ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ หากรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า และพัฒนาเกษตรไทยให้เข้มแข็ง"วันสิ่งแวดล้อมดีในโรงเรียน" กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนโรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล1) จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม และ 3R ได้แก่ Reuse Reduce Recycle ง่ายๆใกล้ตัว ให้นักเรียนสามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ระดมความคิดเห็นของเด็กๆในโรงเรียนเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมดีในชุมชนของตน ตลอดจนการลงมือปฏิบัติง่ายๆให้ชุมชนน่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อจัดภูมิทัศน์ในโรงเรียน รวมทั้งจุดประกายแนวคิดวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่สามารถนำมาใช้จริงในชีวิตเกษตรกรรอบรั้วโรงเรียนประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัททีโอเอ กล่าวว่า การส่งเสริมเรื่องความรักในชุมชน โดยเฉพาะการหวงแหนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยเริ่้มจากในโรงเรียนนับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้เด็กๆรักการเรียน รักโรงเรียน และรักสิ่งแวดล้อมของตัวเอง อยากให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะหลายอย่างเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน จึงต้องทำให้เขาเกิดความรู้สึก รัก หวงแหน ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน จนนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง กิจกรรมเล็กๆนี้จะช่วยพัฒนาและกระตุ้นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้สังคมเล็กๆในโรงเรียนเป็นแรงกระเพื่อมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย"เรื่องเกษตร เราต้องให้ความสำคัญ เมืองไทยมีคนเก่งๆ มีอาจารย์ที่มีความรู้ แต่ต้องออกมาพรีเซ้นต์ให้สังคมรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง เพราะเรามีพื้นที่เพาะปลูกที่ได้เปรียบ เรามีอิสระในการเพาะปลูก มีสาธารณูปโภคที่สะดวก เราต้องให้เด็กๆไปด้วยกันจะหยุดไว้ที่รุ่นเราไม่ได้"โครงงานวิทย์ ติดเกษตรหลังจากเดินดูนิทรรศการที่น้องๆจัดทำขึ้น ก็สะดุดตากับโครงงานหนึ่ง น้องๆใช้สารละลายกะปิเร่งการงอกของรากข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิ น้องๆบอกว่า ต้องการนำภูมิปัญญาชาวบ้านและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียนรู้ในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรได้จริงๆเด็กหญิงภัคจีรา แสนสีวิไร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานเพื่อเสนอในงาน "มหกรรมการศึกษาท้องถิ่น" เพื่อนๆร่วมทีมอย่าง วรารัตน์ จูกูล และณัฏฐพล เมืองวงษ์ ดูรายการทีวีเกษตรน่ารู้ ซึ่งใช้กากมะพร้าวหมักด้วยสารละลายกะปิ แล้วนำมาหุ้มกิ่งมะนาวที่ต้องการตอนกิ่ง ปรากฎว่ามีรากงอกที่ตาของกิ่งมากกว่าตอนกิ่งด้วยวิธีธรรมดาดั้งเดิม ก็คิดว่าน่าจะใช้กับพืชชนิดอื่นได้ด้วย"การใช้สารละลายกะปิเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่แล้ว มันถูกใช้เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เพื่อใช้แทนฮอร์โมนเร่งรากพืชจากสารเคมี แต่เพราะเกษตรกรยังเข้าใจว่าฮอร์โมนเร่งรากพืชจากสารเคมี น่าจะให้รากพืชได้ดีกว่า แม้จะราคาแพงก็ยังต้องใช้ แต่พวกเราก็พยายามนำการทดลองนี้มาบอกพ่อแม่พี่น้องของเราว่า สารละลายกะปิได้ผลดีไม่ต่างกัน แถมยังมีราคาถูกกว่ามาก"น้องๆเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้ช่วยกันทำงานว่า หลังจากตกผลึกความคิดกันได้แล้ว ก็เลือกว่าจะใช้พืชตัวใด ตัวเลือกแรกคือมันสัมปะหลัง เพราะปลูกกันมากในชุมชน แต่ผลการทดลองยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รากงอกช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเบนเข็มมาที่ข้าวหอมมะลิ และหอมมะลิแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยหลังจากนำกะปิ ซึ่งทำจากกุ้ง จึงมีสารไซโตไคนิน ช่วยเรื่องการเติบโต ในสัดส่วน 5 กรัม เติมลงในน้ำ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ก็จะได้สารละลายกะปิที่เหมาะสมกับการเร่งเจริญเติบโต จากนั้นก็มาแช่ข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิไว้ 3 วันต่อจากนั้นก็นำมาห่อใส่ผ้าขาวบางแล้วบ่มด้วยสารละลายกะปิ เพียงแค่ 2 วันก็จะได้รากที่งอกออกมามากกว่า 40 จาก 50 เม็ด ซึ่งรากที่ได้มีลักษณะขาว มีความยาวสม่ำเสมอ มีขนาดรากอ้วนและแข็งแรง ในขณะที่ข้าวที่แช่น้ำเปล่าไว้แบบดั้งเดิม ต้องรอเวลาถึง 5 วันกว่าจะได้ผลผลิตเท่ากัน ดังนั้น หากนำสารละลายกะปิไปใช้ในการขยายพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ ก็จะช่วยลดเวลาในเพาะปลูกได้มาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีในการเร่งงอกของรากพืช แถมสารละลายตัวนี้ยังเป็นสารอินทรีย์นำไปรดต้นไม้และพืชผักสวนครัวได้เทียบเท่าปุ๋ยหมักอีกด้วย"วันแรกที่ต้นข้าวงอก เราดีใจร้องตะโกนเฮกันใหญ่ พวกเรามาดูแลทุกวัน เอาใจใจใส่ หมั่นสังเกตและดูการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ผลอย่างนี้ พวกเราก็อยากแนะนำให้เกษตรกรในหมู่บ้านได้ใช้ เพราะที่บ้านหนูก็ทำนา ประเทศของเราปลูกข้าวเป็นพืชหลัก เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาต้นข้าวของเราให้แตกยอดเร็ว ก็จะช่วยลดเวลาการเพาะ แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพในพันธุ์ข้าวได้มากขึ้น"นอกจากนั้น พวกน้องๆยังเผยว่ากำลังมีโปรเจคนำสารละลายกะปิมาใช้กับพืชชนิดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่แค่การหมักข้าว แต่ก็ยังชักชวนให้เด็กๆหันมาลองศึกษาทุ่งนารอบตัว แล้วถามตัวเองว่ากว่าจะได้ต้นข้าวต้องทำอย่างไร และจะต่อยอดภูมิปัญญาได้อย่างไร