วันที่ไม่มี 'ตัวกู' พระสิงห์ทอง เขมิโย

วันที่ไม่มี 'ตัวกู'
พระสิงห์ทอง เขมิโย

สนทนาธรรมกับพระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย อุปัฏฐากท่านอาจารย์พุทธทาสมากว่า 20 พรรษา

'กายใจ' ชวนกันมาสำรวจกิเลสในใจ สนทนาธรรมกับพระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย อุปัฏฐากท่านอาจารย์พุทธทาสมากว่า 20 พรรษา ว่าเราจะมีวิทยายุทธใดในการรู้เท่าทันกิเลสมาร ตัวกู-ของกูนี้ แล้วยับยั้ง สกัดกั้น ตลอดจนเอาชนะมันได้ในที่สุด ทำอย่างไร

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า โลกนี้เต็มไปด้วยคนบ้า สำหรับคนที่มีอุปาทานว่า ตัวกู-ของกู แม้คนๆ เดียวกัน บางเวลาก็บ้า บางเวลาก็ไม่บ้า เวลาใดบ้า เวลานั้นเป็นคน เวลาใดไม่บ้า เวลานั้นไม่เป็นคน ไม่มีคน เพราะไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกู ฉะนั้นคนเดียวกันนี่ เดี๋ยวก็เป็นคนบ้าเสียทีหนึ่ง ทำให้โลกเต็มไปด้วยคนบ้าเสียทีหนึ่ง เดี๋ยวพอไม่เป็นอะไร ทำให้โลกว่างได้บ้างเหมือนกัน

"จิตไม่คด แต่กิเลสมันคด จิตไม่ใช่ตัวกู แต่กิเลสนั่นแหละตัวกู"
จริงหรือไม่

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ เรามาสำรวจกิเลสในใจเรากันว่ามีมากน้อยเพียงใด และไม่ต้องตกใจหากกิเลสมันท่วมอก วิ่งพล่านไปทั่ว อยากไปโน่นมานี่ อยากกินนั่นกินนี่ อยากดูหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฯลฯ ไม่เป็นไร ขอให้ดูอาการความอยากในใจไปเรื่อยๆ ก่อน เพื่อเป็นการอาจาริยบูชา 20 ปี การละสังขารของท่านอาจารย์พุทธทาสและในวาระวันคล้ายวันเกิด หรือวันล้ออายุ 107 ปีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

พระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย เริ่มต้นให้เรากลับมาทำความรู้จักกับ นิวรณ์ 5 เสียก่อน

ท่านกล่าวว่า กามฉันทะ (ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ) พยาบาท ถีนมิทธะ (ความหดหู่เซื่องซึม) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ)และ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เหล่านี้ เป็นตัวขวางการปฏิบัติธรรม

"เราเกิดมา ต่างเกิดมาเป็นเชื้อชาติมนุษย์ ธรรมชาติไม่ได้ให้เกิดมาเพื่อเห็นแก่ตัว แต่เมื่อเรามีความขัดแย้งในใจ ใครมีพรในใจ คนนั้นเป็นสุข ความสามัคคีนั่นแหละคือพรอันวิเศษ และเราจะต้องมีความสามัคคีในใจเราเองเสียก่อน ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว ยาที่รักษาความเห็นแก่ตัว คือการทำจิตให้สงบ คนยุคนี้มีแต่แรงขึ้นๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่เป็นกันทั้งโลก คนมันเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ดี มันก็เลยรบกัน แยกกันเป็นคนละขั้ว ในครอบครัวก็เหมือนกัน ในใจเราก็เหมือนกัน มันขัดแย้งกันเอง

"ดูข่าวทั่วโลกตอนนี้เหมือนกันหมดเลย อะไรก็ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คิดดูว่า เด็กๆ ที่ได้ดูทีวี อยู่กับมือถือ อินเทอร์เน็ต เห็นข่าวรุนแรงเหล่านี้ทุกวันจะเป็นอย่างไร "

- นิตยสาร 'TIME' ทำการวิจัยว่า ยุคนี้คือยุค 'ME ME ME' หรือ ยุค ฉัน ฉัน ฉัน ที่อาจจะสร้างปัญหาต่อไปอีกมาก ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสวิจัยมานานแล้วว่า โลกมันมีปัญหาเพราะตัวกู ของกู นอกจากวิจัยแล้วท่านยังมีทางออกให้ด้วยการปฏิบัติจากภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า ทางออกนั้นคืออะไร

พระอาจารย์สิงห์ทอง : เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดมาก แต่ขาดภูมิคุ้มกันจิตใจ เขาไม่ได้มองไกล เขาไม่รู้ว่า ทุกอย่างเกิดจากใจ ใจก็มีระบบนิเวศน์อยู่ ถ้าคนเห็นแก่ตัวระบบนิเวศน์ของใจก็เสีย ก็เห็นแก่ตัว แล้วจะทำให้ระบบนิเวศน์ภายนอกเสีย คิดแต่ว่า ทำแล้วได้ประโยชน์กับตัวเองไหม เป็นพอ อาตมาอยู่ในยุคที่การเมืองเขายึดระบบมาเยอะ เมืองจีนล้มระบบเดิมแล้วเปลี่ยนระบบใหม่ ความเห็นแก่ตัวหมดไหม ไม่หมด เพราะไม่ได้ละลายต้นเหตุ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าของกู กับ ของมึง ถ้าละลายกู มึง ได้ ก็เป็นคนเดียวกัน ก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะมนุษย์เรานั้นเท่าเทียมกัน มีระบบเดียวกัน คือระบบหายใจ คนทั้งประเทศ คนทั้งโลกก็ต้องหายใจเหมือนกัน ร้องไห้เหมือนกัน เพียงแต่ภาษาเท่านั้นที่แยกออกไปเป็นเสียงไม่เหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันก็เพื่อสื่อให้เข้ากับคนในประเทศนั้นๆ เข้าใจ

แล้วคนเราไปยึดกับภาษา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า คนไปติดอะไรเข้า มันก็คือ ติด คนไปติดยาเสพติด มันก็ติด เล่นเกม ก็ติดเกม ไปติดอบายมุข ก็ติดอบายมุขจนลืม ระบบมันก็เสีย ถนน ทำไมเขาไม่สร้างทางกว้าง ทำไมทำทางยาว เพราะต้องไปให้ถึงจุดหมาย ถ้าเราเดินออกนอกถนนจะถึงเป้าหมายไหม มันก็กระจายออก พออะไรที่เสียระบบ มันก็รวน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มิคสัญญีเกิด เกิดเพราะใจคนนี่แหละ ไม่ได้เกิดจากอย่างอื่น ทำให้ระบบอะไรก็เอาไม่อยู่ คิดดู ยิ่งไปปิดกั้น ก็ยิ่งระเบิด มันเลยกลายเป็นระบบล้างผลาญ ระบบอุบาทว์

อาตมาไม่พูดเข้าข้างใคร ระบบมันก็ล้างกันไป ล้างกันมา เป็นกันทั่วโลก เป็นระบบที่อุบาทว์ที่สุดในยุคนี้ แต่คนมองไม่เห็น หรือมองเห็น แต่ก็ไม่มีใครไปยับยั้งมันได้ เพราะมันแรง มันไหลไปเหมือนน้ำที่ไม่มีอะไรกั้น
ดังนั้นระบบที่เราควรแก้มากที่สุดคือ ระบบจิตใจ ระบบนิเวศน์ของจิตใจ คือต้นกำเนิดของกู และมึง ถ้าแก้ได้ก็เอาเลย ส่วนทางแก้อื่น อาตมามองไม่เห็นนะ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ ท่านอาจารย์พุทธทาสก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันจนตาย ไม่กลัวใครจะว่า

- ทางแก้ระบบนิเวศน์ของจิตใจ อาจจะต้องปรับให้ทันสมัย เพื่อให้ทันกับกิเลสที่มันแรงขึ้นอย่างไร

พระอาจารย์สิงห์ทอง : คนยุคก่อน เกิดตัวตนเป็นเหมือนเราไหม คนยุคนี้เวลาเกิดตัวตนเป็นเหมือนเราไหม ถ้าหมดตัวตนล่ะ คนยุคก่อนกับคนยุคนี้เหมือนกันไหม ก็เหมือนกันคือ สงบสุขเหมือนกัน แต่ปัจจุบัน ระบบอุบาทว์ มันเกิดขึ้นจนเลยที่จะเยียวยา เป็นมะเร็งที่ลุกลาม เอาไม่อยู่แล้ว มันจะแรงขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละมิคสัญญี ที่เริ่มจากระบบนิเวศน์ของจิตใจถูกทำลาย เหมือนกับระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำลายชาวนาหมด สารเคมี ปุ๋ยเคมี แล้วนายทุนก็ไปจ้างชาวนามาเป็นลูกจ้างทำนาในที่ดินตัวเองอีกทีหนึ่ง นี่คือระบบมันฆ่าคนทั้งเป็น ชาวนาโวยวายไปใครจะฟัง พอขาดรายได้ที่เป็นธรรม ใครมาใช้ให้ไปเป็นเครื่องมือ ก็ไป

เหมือนเลี้ยงไก่ให้อ้วนพี แล้วสุดท้ายก็เอาไก่ไปต้มกิน นี่คือระบบของโลภะ โทสะ และโมหะ มันครอบครองระบบจิตใจหมด ทั้งหมดนี้คือความเห็นแก่ตัวที่มันครอบครองใจมนุษย์ ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร มันก็แตกแยก เป็นกันทั้งระบบ ประเทศ และโลก กิเลสก็เหมือนกัน มันเป็นระบบรุนแรง ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ก็เอาไม่อยู่ อย่างพระพุทธเจ้า ท่านก็ต่อสู้กับกิเลสจนชนะ

แต่ตอนนี้คนไปทางพญามารมากกว่า เห็นแก่ตัวมากกว่า ตาก็พาไปเต็มที่ หูก็พาไปเต็มที่ จมูกก็พาไปเต็มที่ ลิ้นก็พาไปเต็มที่ เนื้อหนังก็พาไปเต็มที่ แล้วก็ไม่หยุด มันก็ดึงไป ดูจากลูกหลานสิ มันเกิดขึ้นมา โตขึ้น อะไรอร่อยลิ้นมันก็ไปหามา ไม่ได้นึกถึงว่ากินไปจะเป็นอันตรายไหม ถ้าไม่ยับยั้งจะไปไหน

ทางแก้ปัญหาทุกปัญหากลับมาที่จิตใจ เราไม่ต้องออกไปศึกษาอะไรนอกโลกเลย ระบบในจักรวาลก็เป็นระบบเดียวกับร่างกายและจิตใจของเรา แต่คนไม่ค่อยสนใจ เมื่อปล่อยปละละเลย ไวรัสก็แพร่เข้าไป ระบบเชื้อโรคไม่ดีก็แพร่เข้ามา เนื่องจากไม่มีระบบป้องกันใช่ไหม ระบบป้องกันก็คือ การละอายและเกรงกลัวต่อบาป เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องพูดถึง เป็นอย่างไร ก็ถูกทำลาย เมื่อของสวยๆ มากระทบตาก็สวย อะไรอร่อยลิ้นก็ไปเลย ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไป เห็นเด็กๆ พอมีเงินก็ไปเที่ยว เงินไม่พอใช้

สัตว์อะไรมันจะร้ายแล้วเท่าสัตว์ที่อยู่ในคราบของมนุษย์ สัตว์อะไร ก็จับไปค้าขายหมด มันเลยกลายอยู่ในสภาพของเปรตหิวตลอดเวลา นอนอยู่ก็ยังหิว มีร้อยล้านพันล้านแสนล้านมันยังหิวอยู่เลย มันก็เลยมืด หมดบังความเป็นมนุษยชาติหมด เมื่อระบบกิเลสมันครองตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจคน ให้บินไปรอบโลกมันก็ยังไม่พอ ดวงตาคุณก็อยากเห็นไปทั่วโลก หูคุณก็ผึ่งไปทั่วโลก จมูกคุณก็สูดไปทั่วโลก ลิ้นคุณก็ชิมไปทั่วโลก เนื้อหนังกายคุณก็ถูกใจดึงไป ชายทะเลบ้าง ที่โน่นที่นี่บ้างก็ไม่พอ เพราะนิเวศน์ทางจิตใจมันเสียไป

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้เสมอว่า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ ถ้าศีลธรรมกลับมา โลกก็สว่างไสว แต่คนเรามักไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ความประมาทจึงเกิดขึ้นเสมอ ไม่เฉพาะบ้านเรา เกาหลี เวียดนาม จีน อเมริกา ทุกประเทศ คนจะระแวงกันตลอดเวลา ความพินาศก็จะเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นเพราะระบบตัวกู ของกู มันครอบครองใจคนนั่นเอง

แม้แต่เวลาสวด ก็ยังเปลี่ยนไป พุทธังเอาสตางค์ใส่ไห เป็นต้น ขนาดเราไม่ฟัง ยังได้ยิน นี่คือระบบของมารทั้งนั้น เมื่อระบบของธรรมชาติมันผิดไปหมด ตอนนี้คนอยู่ในกามภพกันหมด ก็เลยไม่เอาระบบของพระพุทธเจ้า ระบบล้างตัวตน ก็ถูกคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะคนมองไม่เห็น

- ระบบล้างตัวตนที่ปฏิบัติได้จริงหรือ

พระอาจารย์สิงห์ทอง : เริ่มต้นก็ระบบการให้ทาน ไม่ต้องเสียเงินเลย เพียงแค่สละตัวตนออกไป ก็ไม่ต้องเสียอะไรเลย เรื่องนี้มันลึกมาก แต่คนไปไม่ถึง มีท่านอาจารย์พุทธทาสที่ได้โชว์ขึ้นมาให้เราเห็น ระบบคอมมิวนิสต์ ระบบซ้าย ระบบขวา มันก็คือระบบเห็นแก่ตัวทั้งนั้น แล้วก็ล้างกันไปมา ไม่หมด เพราะระบบตัวต นมันเป็นระบบที่เฉียบขาดมาก โมโหมา ก็ทำลายเลย มันน่ากลัวมาก

เมื่อระบบล้มเหลว ก็เลยเป็นระบบกิเลสครองบ้านครองเมือง แม่ยังกลัวลูกเลยเดี๋ยวนี้ หัวดำเป็นผู้นำ หัวขาวตามหลัง พอหัวดำนำหน้า จะไปไหนได้ล่ะ เพราะระบบมันเสีย ระบบที่เป็นผู้ใหญ่ มันหมดไป กลายเป็นระบบเด็กหมดแล้ว เมื่อก่อน แม่บอกลูกได้ สอนลูกได้ เดี๋ยวนี้สอนไม่ได้ ระบบความเจริญก้าวหน้ามาแทรก

ตอนที่อาตมามาอยู่ที่สวนโมกข์ใหม่ ๆ พวกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มาที่นี่ เราก็เห็นเขาคุยกัน เขาแบ่งเป็นสองขั้ว เขาได้รับความรู้ใหม่ๆ มาจากต่างประเทศ เขาไม่รู้หรอกว่า ที่มากับระบบที่เขาคิด ไม่ว่ามาจากไหน มันเป็นระบบกิเลสนั่นเอง ไม่เคารพเชื่อฟังพ่อแม่อีกแล้ว ระบบพ่อแม่จะหายไป ระบบมารจะมาแทนที่ และมากขึ้น ไม่รับผิดชอบ ภาระสังคมจะมากขึ้น มันเป็นทั่วโลก ระบบดีๆ จะหายไป เพราะไปแย่งระบบฝรั่งมา ตอนนี้กำลังบ้าจี้ระบบประธานาธิบดี จะดูสิ มันจะนำไปทางไหน

ตอนนี้มันเป็นการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เมื่อก่อนล่าอาณานิคมแล้วเอาคนไปเป็นแรงงาน เดี๋ยวนี้ล่าอาณานิคมโดยการลงทุน แล้วไปคุมคนแทน ดูสินค้าในบ้านเรา มันไปคุมระบบเล็กๆ จนหมด แทรกระบบชาวนา ระบบการค้าปลีก แทรกไปทุกระบบ ทำไมระบบจึงเสีย เพราะมันเป็นอย่างนี้ ทุนนิยมไปที่ไหนก็มีกำลัง แล้วมันไปที่ไหน ไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรานี่แหละ เราไม่ต้องไปด่าใคร เพราะเขาไม่ได้บังคับเราซื้อ ไม่ได้บังคับเรากิน เราต้องบังคับใจของเราเอง บังคับลิ้นของเรา อย่าไปให้ตัวกูของกูมันอร่อย ทุนนิยมมันก็เข้ามาในใจเราไม่ได้

เราไม่ต้องไปต่อต้านสินค้า เราไม่ต้องไปต่อต้านระบบ แต่เราไม่ต้องซื้อ เขาจะขายใคร แค่วันเดียวถ้าไม่มีใครซื้อ เขาก็เจ๊งแล้ว แต่ที่ระบบทุนมันอยู่ได้ เพราะมันตอบสนองระบบตัวตน เพราะอร่อยนี่แหละ ตัวตนมันก็พาไป พระพุทธเจ้า ท่านไม่ซื้อ แต่ท่านขอไปจนละสังขาร การบวชก็คือการตัดระบบตัวตนลง มาลดละความอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ต่อสู้กับความอยากจนกว่าจะชนะ

ดังนั้น เราต้องรู้ทั้งระบบข้างนอก ระบบข้างใน ระบบใจที่คุมทุกอย่าง ไม่ใช่ว่ามัวแต่นั่งเทศน์แล้วหลับตา ลืมตาขึ้นมาคนหายไปหมด จะเรียกว่าเทศน์ไหม

พระพุทธเจ้า ตอนที่ท่านไปปราบองคุลิมาล กล่าวว่า เราหยุดแล้ว แต่ทำไมเธอไม่หยุด องคุลิมาลก็สวนกลับ สมณะไม่เคยโกหก ทำไมโกหกว่าหยุดแล้วแต่ทำไมยังเดินอยู่ องคุลิมาลพลันหยุดคิด เกิดความสว่างในใจ ก็โยนหอก โยนดาบทิ้งหมด อ๋อ เพราะ 'กู' ไม่หยุดเอง 'กู' เลยร้อน พอหยุดความร้อนที่ใจได้ 'กู' ก็หายไป เห็นความคิด แล้วทันความคิดที่สร้างตัวตน ความคิดก็หายไป ไม่มีตัวตน ไม่ต้องเป็นอะไร ไม่ต้องเป็นองคุลิมาล ก็ไม่มีทุกข์ ไม่ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นอีกต่อไป

สัตว์อะไรมันจะร้ายแล้วเท่าสัตว์ที่อยู่ในคราบของมนุษย์ นอนอยู่ก็ยังหิว มีร้อยล้านพันล้านแสนล้านมันยังหิวอยู่เลย