แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พุทธสาวิกาแห่งเสถียรธรรมสถาน กล่าวถึงหน้าที่ชาวพุทธที่ดี แม้ชายหรือหญิง ก็มิใช่ข้อข้อจำกัดสานต่อภารกิจองค์ศาสดา
วิสาขบูชาอีกครา เหล่าพุทธศาสนิกชนต่างรำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า...แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต พุทธสาวิกาแห่งเสถียรธรรมสถาน กับชีวิตบวช 33 ปี กล่าวธรรมบรรยายถึงหน้าที่ชาวพุทธที่ดี แม้เป็นชายหรือหญิง ก็มิใช่ข้อจำกัดสานต่อภารกิจองค์ศาสดา
เวียนบรรจบครบรอบปีพุทธชยันตี 2600 อย่างสมบูรณ์ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ในวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา บทบาทของพุทธศาสนิกชนชาวไทยสร้างปรากฏการณ์ให้ชาวพุทธทั่วโลกได้ตระหนักถึง “คุณเอนกอนันต์แห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า” พร้อมตระหนักในหน้าที่ของชาวพุทธว่ามิอาจสิ้นสุดลง
พันธกิจของผู้เดินตามคำสอนพระศาสดาไม่ว่าจะเป็นชนชั้นวรรณะ วัย หรือเพศใด จะชายหรือหญิง ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการดำรงพุทธศาสนาไว้อย่างถูกต้อง และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
- พุทธชยันตี 2600 ปี สื่อให้ชาวพุทธตระหนักเรื่องใด
ประเทศไทยถือว่าปีนี้ข้ามเข้าสู่ปีพุทธชยันตี ปีนี้ก็เป็นพุทธชยันตี เรากำลังจะเคลื่อนเข้าสู่ 26 ศตวรรษเป็นวิสาขบูชาโลกในปีต่อไป แม่ (เรียกแทนตัว) ทำงานพุทธชยันตีมา 3 ปีแล้ว ซึ่ง 2 ปีที่แล้วทำไปพร้อมประเทศศรีลังกาเลย ส่วนปีที่ผ่านมา เป็น2600 ปีแห่งการตรัสรู้ธรรม เราอัญเชิญพระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา มาเป็นพระประธานสวดมนต์ที่ท้องสนามหลวง ถือว่าเป็นการสวดมนต์ข้ามศตวรรษ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 1 ปี เพราะฉะนั้นปีนี้ก็ถือเป็นพุทธชยันตีทั้งปีเลย
และถ้าเรามองว่าวันคืนเคลื่อนไปเราทำอะไรอยู่ มันก็เป็นการเตือนว่า ชีวิตที่เรามามากกว่ากึ่งหนึ่ง คือถ้าเราจะมองตามคำทำนายว่าพระพุทธศาสนาอยู่ได้ 5000 ปี ดังนั้น เราก็ผ่านมากว่าครึ่งหนึ่งแล้วนั้น เห็นว่าชาวพุทธยังประมาทอยู่มาก
คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งสุดท้ายที่กุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์รับสั่งเป็นปัจฉิมพุทโธวาท เป็นคำสอนสุดท้ายว่า เธอจงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลข แต่มันสำคัญว่าชีวิตเราที่กำลังสั้นลง เรามีความสุขไหม ถ้าเราประมาทขาดสติ ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น
มันเป็นการส่งแมสเซสเพื่อเตือนว่าวันเดือนเคลื่อนไปเราทำอะไรอยู่ เราต้องนึกถึงความตายในทุกขณะจิต แต่เรายังประมาทยังตายทั้งเป็น เรายังหลงอารมณ์ เรายังจะเอาชนะกัน มันก็จะทำให้เราอยู่อย่างไม่เป็นสุข เราไม่ควรจะเกิดมาในโลกนี้ แล้วก็ทำให้ตัวเราเหมือนตายทั้งเป็น สำหรับแม่ (เรียกแทนตัว) แล้ว คำเตือนที่ว่า เธอจงยังชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เป็นการเตือนว่าไม่มีใครไม่ตาย แต่คนที่เป็นอิสรชนที่อยู่อย่างไม่ตาย แม้จะรู้ว่าตายแน่ แต่เขาจะรู้วิธีว่าจะตายก่อนตายได้อย่างไร
- แล้วชาวพุทธต้องปฏิบัติตามคำเตือนนั้นอย่างไร
อันดับแรกเลย “สติ” คือกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะทำให้เรามีกรอบของชีวิต เราต้องเจริญสติอยู่ทุกลมหายใจ ถ้าจะมองว่าสติเป็นอารักขาเดียวของอริยชน ลมหายใจก็คือเครื่องมือ อานาปานสติเป็นเทคนิค และเราต้องเจริญสติอยู่ทุกลมหายใจ เพื่อจะทำให้เรารู้ทันกายรู้ทันใจ ถ้าในปัจจุบันก็เท่ากับเรารู้ทันชีวิต ชีวิตก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐได้
เพราะเราฝึกที่จะมีสติอารักขาจิต มีอารมณ์ใดปรากฏขึ้น เราก็เห็นว่า มีอาคันตุกะมาเคาะประตู แต่ว่าเราไม่เปิดใจของเราออกไปรับ แม้เราเห็นแต่ไม่ทุกข์ การเห็นจึงไม่เป็นทุกข์ มันจะมีอาคันตุกะมาเคาะประตู เดี๋ยวโลภก็มา เดี๋ยวโกรธก็มา หลงก็มา ก๊อกๆๆ มองเห็นอยู่ เราก็จ๊ะเอ๋ บ๊ายบาย ใจก็เป็นอิสระต่อไปอีก
เพราะฉะนั้น การเตือนว่าพุทธชยันตี 2600 ปี เราควรจะกลับมาเจริญสติ อยู่ในปัจจุบันขณะ รู้ทันไหวใจตื่นอยู่ รู้ทันกาย เช่นกายเคลื่อนไหว ใจตั้งมั่น มีโลภมากระทบ บางทีมันก็มีสรรเสริญนินทา มีได้มีเสีย มีลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ มีสุขมีทุกข์มากระทบเรา เราก็รู้ พอกระทบ เรารู้ทันกระเทือน มันก็ไม่กระแทก รู้อันนี้มันคือกระบวนการที่ฝึกมาอย่างดี มันต้องอาศัยการฝึกฝน การจะรู้แล้วปล่อย มันต้องฝึก
แต่ถ้าปล่อยให้หลงอารมณ์ มันก็หลงโลกแล้ว มันก็ไม่รอดแล้ว ต้องรู้ว่าอะไรคือทาง พุทธเจ้าสอนว่ามรรคคือหนทาง ทางอื่นไม่มี มรรคเป็นเรื่องที่ต้องเกิดเป็นวิถี ต้องมีมรรคจิต มรรคภาวนาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราอยู่บนมรรค เราถึงเป้าหมายแน่ นิพพานอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มรรคเป็นทางสายเอกและสายเดียว ประกอบด้วย ปัญญา ศีลและสมาธิ และเมื่อคุณหายใจอยู่บนมรรคาแห่งการตื่นอย่างมีสติอารักขากายใจอย่างนี้ คุณก็เป็นคนที่มีลมหายใจแห่งปัญญา ศีลและสมาธิ อยู่กับโลกอย่างที่โลกเป็น และไม่เป็นทุกข์ได้ อันนี้คืออิสรชน
- เพียงแค่รู้สติเพียงพอหรือไม่
พระพุทธศาสนาสอนให้พวกเรารู้ว่า จะรอดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยการฝึกฝนเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการอ้อนวอนขอ เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการฝึกฝน เราต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เวลาที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ เราก็อย่าเผลอเพลิน คือถ้าเราไม่เผลอเพลิน เราจะพ้น เพราะเราหนีโลกไม่ได้หรอก เราต้องอยู่กับโลก แม้โลกจะมากระทบแล้วเราเผลอเพลินอยู่กับความชอบชัง เราก็ตายทั้งเป็น แต่ถ้าเรารู้ทันชอบชังว่ามันเป็นอนิจจัง มันเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นอิสรชน คือชนที่ห่างไกลจากกิเลส ชนที่ประเสริฐ
ฉะนั้นการสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องมือ แล้วมีกรรมทั้ง 3 ที่สุจริต เป็นอายตนะภายในที่จะรับรู้โลกแล้ว มันจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิต อย่าเผลอเพลิน จงอยู่กับความรู้สึก แต่เห็นว่าความรู้สึกนั้นแค่ลมหายใจแห่งสติ เห็นความไม่เที่ยงของความรู้สึก เหมือนเรารู้ทันผัสสะ ไม่เพลินในเวทนา (ความรู้สึก) ภพชาติแห่งทุกข์ไม่มี
คีย์แมสเซสสำคัญมาก คือรู้ลมหายใจ เฝ้าดูความรู้สึก พระองค์ทรงเห็นในวันตรัสรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ตรัสรู้มา 2600 ปีแล้ว เราจะรับแมสเซสอะไรล่ะ มันก็ต้องรับแมสเซสนี้แหละ เพราะฉะนั้นสำรวมกาย วาจา ใจให้สุจริตอยู่เรื่อยๆ รู้ทันไหวใจตื่น ก็รอดแล้ว อยู่บนโลกอย่างเหนือโลก
- ถกเถียงกันมากว่าควรยึดหลักใดเป็นแนวทาง
พระพุทธเจ้าพูดเรื่องใบไม้กำมือเดียว ก็คือเราจะไปรู้เท่าโลกไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้ใจเรา โลกภายใน กับใจที่มันอยู่เหนือความชอบชัง เราจะเห็นความจริงว่าทุกข์มันเป็นปรากฎการณ์ที่ต้องมีอวิชชาเป็นเหตุ เดี๋ยวนี้เราเจ็บป่วยเพราะเรามีอวิชชาเยอะ แล้วเราก็อวดตัวอวดตนว่าเราเก่ง แต่ความรู้เราท่วมหัว เอาตัวไม่รอด แล้วเราก็คลุกคลี ใส่มงกุฎอยู่ในนรก คือถ้าเราไม่เข็ด หรือมันเหนื่อยแบบ “กูไม่เอาแล้วโว้ย” เราก็จะไม่สลัดตัวออกมาได้เลย เราจะอยู่กับโลกอย่างหลงโลกจริงๆ แต่ถ้าในที่สุดมันจนมุม มันจะหยุดและทบทวน เราไม่ควรจะเป็นคนที่ฆ่าตัวตายหรือยืนตายทั้งเป็น เร็วแล้วรน รุ่งริ่ง มันไม่ไหวนะ
เราไม่ต้องเก่งก็ได้ แต่ต้องรู้บทบาทจริงๆ คือถ้าเราเป็นคนที่นั่งดู แล้วเราไม่ลงไปเป็นผู้แสดงแล้ว เราก็จะเห็นทุกอย่างที่ผ่านมาผ่านไป แต่ถ้าเราลงไปเป็นผู้แสดงเราก็จะคลุกคลี แต่เดี๋ยวนี้เราอวดเก่ง ขนาดจะไปเป็นผู้กำกับ เรายังบังคับกายใจของตัวเองไม่ได้เลย แล้วจะไปบังคับคนอื่น ลูกผัว เพื่อน คนนั้นคนนี้ มันหลงไปหรือเปล่า มันหลงไปกับอำนาจเผลอเพลิน กลับมาหายใจให้เป็น จะได้ไม่ตายทั้งเป็น หายใจอย่างมีสติ ฝึกเจริญสติอยู่ทุกลมหายใจ
- หลักการนี้ใช้ได้กับชาวพุทธทั้งชายหญิงหรือไม่
แม่ (เรียกแทนตัว) ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องของความเป็นหญิงเป็นชาย ผู้หญิงมันก็มีธรรมชาติแบบผู้หญิง ถ้าเราสอนให้ผู้หญิงเข้าใจธรรมชาติ ผู้หญิงก็จะมีอิสรภาพได้เยอะ ในยุคที่ผ่านมาผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ แต่ยุคสมัยนี้ผู้หญิงล่าเหยื่อ มันเลยทำให้เราไม่มีผู้หญิงที่มีหัวใจแม่และหัวใจโพธิสัตว์
เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามาทำเรื่อง หัวใจผู้หญิง หัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ เราอย่าเป็นคนที่เอาเรื่องเพศมาพูด หรือเรียกร้องความสนใจ เราไม่ได้พูดเรื่องเพศหญิง แต่เราพูดเรื่องหัวใจผู้หญิง ถ้าเรารู้ว่าธรรมชาติของผู้หญิงเป็นแบบนี้ เราพัฒนาหัวใจผู้หญิงขึ้นมาให้เป็นหัวใจแม่ คือผู้ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เราก็จะมีหัวใจโพธิสัตว์ หัวใจของผู้รับใช้
ที่จริงแม่ก็เป็นผู้รับใช้ลูกอยู่แล้วล่ะ ทั้งลูกหญิงลูกชาย เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่าโลกใบนี้เคลื่อนไปด้วยหัวใจโพธิสัตว์ เราไม่ได้พูดเรื่องเพศแล้วใช่ไหม เรากำลังพูดถึงหัวใจแม่ที่อยู่ในทั้งเพศหญิงและเพศชาย และหัวใจของผู้รับใช้ มันไม่ต้องมาบอกว่าเพศไหนรับใช้ได้มากกว่ากันใช่ไหม นั่นมันก็เป็นแค่เรื่องเปลือกไปเลย
- แล้วหลักปฏิบัติของผู้มีหัวใจแม่คืออะไร
เราต้องย้อนไปดูที่เด็ก เด็กสมัยนี้เขาคิดว่าเขาเหงา และคิดว่าเซ็กส์จะซัพพอร์ตความเหงาของเขาได้ เขาจบความเหงาของเขาลงที่เซ็กส์ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า รักกับหลงต่างกันอย่างไร เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเซ็กส์ไม่ใช่ความรัก ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมดของชีวิต
คนในทุกวันนี้บ้าอะไร เราบ้าเรื่องกาม เราสนองชีวิตของเรา ปรนปรอ พอมันไม่ได้มันก็แค้น มันก็มีมาร ถือตัวถือตน มีมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกเด็กผู้หญิงหนึ่งคนแล้วตอบสนองความเหงาของตนเองแล้วจบลงด้วยเซ็กส์ มันก็คือการทำงานที่ยากซับซ้อนไปว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้พร้อมที่จะเป็นแม่ จึงไม่สามารถให้ลมหายใจกับลูกได้
เด็กที่ถูกทำแท้งทุก 2 นาทีทำให้เรารู้ว่า เราต้องกลับไปที่หัวใจของแม่ ตั้งแต่คนที่เป็นแม่ เลี้ยงเด็กคนนั้นแหละ ว่าเราต้องพร้อมที่จะอุ้มลูกของเราให้วันที่เขาเดินได้แล้วหกล้ม เราจะอุ้มหัวใจของลูกเราอย่างไร ตอนนี้เด็กๆก็ถูกด่าทอประณาม แต่ความจริงเด็กๆพร้อมที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จากการทำงานมา 25 ปี แม่ (เรียกแทนตัว) ว่าเด็กคือครูของแม่ (เรียกแทนตัว) แล้วนะ พวกเขาสอนให้รู้ว่าบ้านเป็นห้องเรียนห้องแรก ครอบครัวเป็นหัวใจของการเยียวยา ถ้าเราจะพูดว่าเราจะเยียวยาสังคมได้อย่างไร เราต้องกลับไปที่ครอบครัว แล้วคนที่อยู่ในครอบครัวก็คือพ่อแม่และลูก ถ้าเราทำให้หัวใจโพธิสัตว์อยู่ในทั้งเพศพ่อแม่ ลูกหญิงลูกชายจะรอดทันที
- แล้วเราจะขับเคลื่อนหัวใจโพธิสัตว์อย่างไร
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีเพศเฉพาะเพศแม่ พระพุทธเจ้าก็เริ่มต้นจากการมีหัวใจโพธิสัตว์ พร้อมที่จะรัก ให้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ เกื้อกูล และเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เราจะเห็นว่าก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ทั้ง 10 ชาติคือหัวใจโพธิสัตว์ทั้งสิ้น
เราจะบอกว่าหัวใจโพธิสัตว์มีมานานแล้ว ว่ามันคือหัวใจของเพื่อนร่วมทุกข์ หัวใจของผู้รับใช้ หัวใจของผู้ที่เคลื่อนโลกนี้ไปอย่างไม่มีค่าตัว แต่ที่เราเอามาพูดตอนนี้เพราะโลกมันกำลังริบหรี่ มันมืด
แต่ถ้ามันมีแสงสว่างของผู้รับใช้ ปรากฏขึ้นตั้งแต่ในบ้าน พ่อแม่มีหัวใจโพธิสัตว์ที่จะยกลูกให้กับโลก ลูกมีหัวใจโพธิสัตว์ที่จะอยู่อย่างที่โลกเป็น และไม่เป็นทุกข์ และทำงานด้วยหัวใจอาสา บ้านก็จะเป็นห้องเรียนที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย ของสมาชิกทุกคน ในทุกบทบาทไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก
เราต้องบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของผู้รับใช้ลงไปในหัวใจของคนทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นวรรณะ เพื่อเป็นการฉลองพุทธชยันตี การปฏิบัติธรรมจริงคือการหยุดและทบทวน ดู รู้ เห็น จึงไม่เป็นทุกข์ ดู...ดูตามความเป็นจริง รู้...รู้จักมันตามเหตุปัจจัย เห็นว่าสิ่งนั้นเข้ามาแล้วไป แล้วถึงจะไม่เป็นทุกข์ เพราะไม่มีอะไรที่จะไม่เปลี่ยนแปลง






