วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลี้ยงลูกสไตล์นักบริหาร

สไตล์การเลี้ยงลูกของนักบริหารที่ใช้ ทฤษฎีและประสบการณ์มาวางแผนชีวิตให้กับลูกในแต่ละวัย

จากประสบการณ์20ปีในการเลี้ยงลูกของ ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ นายธนาคารผู้เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์การเงิน ได้ผสมผสานการเรียนรู้จากตำรา และการบริหารมาประยุกต์ใช้จริงกับลูกสาวทั้ง 4 คน ถือเป็นแนว
ทางให้พ่อแม่ยุคนี้สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูก

สอนวิชาชีวิต
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือ BMCL ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT เจ้าของงานเขียน เลี้ยงลูกสไตล์ SML ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า การเลี้ยงลูกไม่มี สูตรสำเร็จตายตัว ทุกอย่างเป็นการทดลองเรียนรู้ด้วยหัวใจของความเป็นพ่อ และแม่ ล้วนๆ ซึ่งการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ นั้นมีผลต่อพฤติกรรม และอุปนิสัยใจคอของลูก ยกตัวอย่าง การปลูกฝังที่ให้ลูกๆรักการเรียน ด้วยการพาไปให้เห็นถึงประโยชน์ ของการเรียน จากการพาไปที่ทำงานให้เห็นถึงโอกาสที่จะได้รับ หากเขาให้ความสำคัญกับการเรียน จึงไม่น่าแปลกที่ลูกๆ ของเขาแต่
ละคนจะเรียนจบปริญญาหลายใบจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เพราะรักที่จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเขาสอนให้ลูกๆรู้จักคิดพิจารณา ว่าอะไรผิด อะไรถูก รู้จักกาลเทศะ รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ เพราะเป็นสิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตในสังคม

“ ตรงนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ ทำให้คนอื่นรัก ไม่ใช่ เลี้ยงลูกไว้รักเอง คือทำให้ลูกทุกอย่าง เอาใจทุกอย่าง ทำให้ลูกไม่สนใจจะที่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งในครอบครัวเราจะไม่สอนลูกแบบนั้น และจะไม่หวงคำพูดเหล่านี้ เช่น ขอโทษ ขอบคุณ ฯลฯ ที่ไม่ใช่สักแต่พูด แต่ต้องพูดออกมาจากความรู้สึก ”

หากทำผิดลูกต้องถูกลงโทษ ตามระดับความผิด ตั้งแต่เบาสุด คือดุ ไปจนถึงหนักสุดคือการตีด้วยไม้เรียว ซึ่งคุณพ่อนักบริหารมองว่า เป็นวิธีสอนที่ดีเพราะทำให้ลูกรู้จักว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำและจดจำว่า ไม่ควรทำผิดอีก ถือเป็นพื้นฐานที่ดีที่ควรฝึกตั้งแต่เด็ก มิเช่นนั้น เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักว่าอะไรผิดอะไรถูก และไม่ยอมรับการลงโทษทั้งๆที่ทำผิด

เลี้ยงสไตล์ SML
ในมุมมองของนักบริหาร การเลี้ยงลูกต้องใช้ 3 อย่างหลักๆ นั่นก็คือ ความรู้ หัวใจ และสมอง เพราะการเลี้ยงลูกเหมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง สิ่งที่สำคัญก็คือค้นหาความสามารถของลูก แต่ค้นให้พบตั้งแต่เด็กโดยวัดจากความสามารถของลูกแล้วส่งเสริมโดยไม่ได้คาดหวังผลสูงเพราะจะเป็นการกดดันลูก แต่สิ่งที่ชัยวัฒน์ แสดงความเป็นห่วงก็คือการที่พ่อแม่นิยมส่งลูกไปเรียนตามกระแส โดยไม่ได้ดูแลใกล้ชิด ทำให้ไม่ได้รับรู้ถึงพัฒนาการทางพฤติกรรมของลูก

“ พ่อแม่และผู้ใหญ่มักบ่นว่า เด็กสมัยนี้ดื้อ เลี้ยงยาก แต่ผมกลับมองว่า เด็กสมัยไหนก็เลี้ยงยาก ถ้าเราไม่เข้าใจเขา แต่ถ้าเราเปิดใจ ปรับตัว ก็ไม่มีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงในการเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข ”

ในฐานะของนักบริหาร ชัยวัฒน์ จึงได้นำทฤษฎีการบริหารจัดการ มาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงลูกแบบ SML โดยปรับแต่งให้เหมาะสม อยู่ในกรอบที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก โดยแบ่งตามวัยลูกเป็น 3 ช่วง ตั้งแต่แรกเกิด วัย S คือช่วงปฐมวัย เน้นการใช้ความรัก ความรู้สึก หัวใจในการเลี้ยงลูก

พอลูกเริ่มโตขึ้น วัย M ช่วงมัธยม จนมหาวิทยาลัย เริ่มต้องมีแผนการอย่างมีระบบเข้ามา โดยไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไปก้าวก่าย กับชีวิตเขาจนเกินไป ขณะที่วัย L ลูกจบมหาวิทยาลัย เริ่มทำงาน จะเป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องปรับตัว ปรับความรักที่มีต่อลูกในอีกแบบหนึ่ง เพราะลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พ่อแม่ต้องปรับบทบาทให้เป็นผู้สังเกตการณ์ แทนที่จะเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบ

“ พ่อแม่หลายคนยังติดที่จะรักลูกเหมือนในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก ห่วงโน่น ห่วงนี่ ถ้าเราไปแสดงออก เหมือนลูกยังเป็นเด็กต่อหน้าคนอื่น คงไม่ดีแน่”

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ต้องสอนตั้งแต่เด็กคือ การแบ่งเวลาให้เป็น มี 4 ส่วน ได้แก่ งาน สังคม ครอบครัวและ เวลาส่วนตัว ให้เหมาะสม

รุจนา อุทัยวรรณ์ หรือ ลูกตาล ลูกสาวคนที่สาม บอกว่า พ่อแม่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ภายใต้กรอบกว้างที่วางไว้ แม้ว่าบางครั้งไม่ได้เห็นด้วย แต่จะรับฟังเหตุผลของลูกเสมอ ยกตัวอย่างตอนที่เธอขอเข้ามาร่วมแข่งขันร้องเพลงในรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย

ปี 2 ช่วงแรกพ่อแม่ไม่ได้เห็นด้วย แต่เมื่อเธอให้เหตุผลและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น สุดท้ายก็อนุมัติให้เข้าร่วมได้ ซึ่งจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นี้ ได้หล่อหลอมให้ตนเองและพี่น้อง กล้าคิดกล้าทำ รู้จักกาลเทศะทำให้ได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่และคนรอบข้างเสมอ

นี่คือแนวทางการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ที่เน้นความเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นพ่อแม่ในแบบคตินิยมดั้งเดิม