วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาเช็ค 'พร่องวิตามิน'

ภาวะขาดวิตามินสังเกตได้ง่าย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เหน็บชา ปากนกกระจอก แต่ในปัจจุบันอาจพบได้ยากขึ้น เมื่อโภชนาการเกินจนเกิดภาวะแฝง

พญ.อโนชา เพชรรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวิร์ลเมดิคอลเซ็นเตอร์ อธิบายว่า ภาวะการขาดวิตามินทุกวันนี้ไม่แสดงอาการเตือนเหมือนที่ผ่านมา แต่มักพบได้ลักษณะของการเจ็บป่วยได้ง่ายของร่างกาย เนื่องจากภูมิต้านทานร่างกายทำงานไม่ปกติ เช่น เป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อง่าย ตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ร่างกายจะแสดงอาการเหล่านี้ออกมา แพทย์ก็ยังไม่อาจวินิจฉัยได้โดยตรงว่ามีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินชนิดใด

แม้ว่าภาวะขาดวิตามินในปัจจุบันมักไม่แสดงอาการออกชัดเจน แต่แพทย์มีเทคนิคการตรวจหาความพร่องวิตามินแต่ละชนิดจากการตรวจเลือด วิตามินที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ เช่น วิตามินซี วิตามินบี วิตามินดี เบตาแคโรทีน โคคิวเทน และไลโคปีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่จำเป็นต่อร่างกาย

ถ้าตรวจแล้วพบว่าวิตามินตัวใดตัวหนึ่งพร่อง แพทย์อาจแนะนำให้กินวิตามินเสริม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกซื้อมากินเองได้ตลอดเวลา ควรอยู่ในความดูแลแพทย์ที่ชำนาญการเฉพาะทางเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเสริมในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกินความพอดีของร่างกายจนเกิดการสะสมกระทั่งไปทำร้ายร่างกายแทน

อย่างเช่น การกินวิตามินซี ร่างกายคนทั่วไปจะต้องการ 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ในคนที่สูบบุหรี่อาจต้องการมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากความพร่องจากการสูบบุหรี่ ซึ่งก็ต้องตรวจถึงจะรู้ว่าร่างกายของเขาต้องการปริมาณเท่าไหร่กันแน่ไม่ใช่คิดเอาเอง

กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะพร่องวิตามินก็ได้แก่ วัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานตลอดวัน จนกินไม่เป็นเวลา ทำให้กินอาหารหลักเสร็จก็ไม่ทันได้กินผัก หรือผลไม้ตามเข้าไป ปกติแล้วร่างกายคนเราจะต้องการผักผลไม้ประมาณ 5 ถ้วยสลัดต่อวัน จึงถือว่าพอเพียงสำหรับร่างกายนำไปใช้ รวมถึงคนที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการอดอาหาร ก็เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงสมองเช่นกัน

กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในภาวะที่มีความกดดันหรือมีความเครียดสูง การกินอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะขาดผักผลไม้ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น และในคนที่ชอบออกกำลังกายมากเกินไป จะยิ่งเร่งให้ความสมดุลของวิตามินในร่างกายให้เสื่อมได้เร็วขึ้น

“การออกกำลังกายมากก็ใช่ว่าจะดี ร่างกายจะผลิตสารอนุมูลอิสระออกมาในปริมาณมากจากการหายใจเข้าออก ที่มีความถี่ต่อนาทีมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายยิ่งต้องทำงานหนัก รวมถึงดึงเอาวิตามินในร่างกายและเกลือแร่มาใช้ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากขึ้นด้วย”แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย กล่าว

นอกจากนี้ พ่อแม่จำนวนมากมักคิดว่าเด็กคือช่วงวัยที่ยิ่งกินเสริมยิ่งดี ลูกเราจะฉลาดกว่าเด็กทั่วไป ความเชื่อนั้นก็ไม่ได้จริงเสมอไป เพราะวัยเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่กินได้หลากหลายสารพัดเมนู หากวันหนึ่งกินได้ปริมาณที่เฉลี่ยแล้วก็ครบครันทั้ง 5 หมู่ก็ถือว่าไม่จำเป็นจะต้องกินอาหารเสริมให้สิ้นเปลือง

“การเลือกอาหารเสริม หรือวิตามินเสริมที่นอกเหนือไปจากอาหารที่กินในมื้อปกติสำหรับเด็ก ผู้ปกครองควรปรึกษาหมอเด็กโดยตรงจะให้ผลที่ดีต่อตัวเด็ก ไม่ใช่ตัดสินใจเอง หรือฟังจากเพื่อนบ้านว่ากินแล้วดีแล้วซื้อตาม เพราะวัยเด็กถือว่าเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะสมบูรณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตอยู่แล้ว”

การป้องกันไม่ให้วิตามินในร่างกายพร่อง ทำได้ง่ายๆ อาศัยความรู้วิชาสุขศึกษาที่เรียนมาได้เลย เช่น นอนให้เป็นเวลา เลี่ยงการกินอาหารที่ปรุงสำเร็จ หรือที่ผลิตแบบระบบอุตสาหกรรม แต่กินที่ปรุงสุกใหม่ อย่างผักสด ผลไม้สดที่หลากสี อาหารปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเต็มที่

กลุ่มอาหารที่กินแล้วยิ่งมีส่วนเร่งทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว เช่น อาหารกลุ่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและแป้งขัดสี เช่น ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมที่มีส่วนประกอบจากน้ำตาล หากกินในปริมาณมากเป็นประจำ ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายมีการสะสมที่มากและเกิดภาวะอ้วน ลงพุงตามมาได้

คุณหมอแนะนำว่า การเลือกซื้อวิตามินกินเองเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้วควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความพร่องในร่างกายก่อน เพื่อให้ได้รับการเสริมวิตามินในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะคนที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคนิ่ว ยิ่งต้องปรึกษาแพทย์ก่อนกินเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรค