"เค.วอเตอร์" ชิงดำ7โมดูลกับอิตาเลียนไทย "ธงทอง"แจงให้คะแนนเทคนิคก่อน บริษัทไหนได้เกิน80มีสิทธิ์เปิดซองราคาเพื่อต่อรอง
นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเปิดรับซองเอกสารข้อเสนอด้านเทคนิคและราคา ขั้น Definitive Design โครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยแห่งประเทศไทย ว่า เดิมมีผู้เสนอ 6 ราย แต่บริษัทญี่ปุ่นแจ้งว่าไม่พร้อมและถอนตัวไป ต่อมาบริษัท Team Thailand ได้มีหนังสือแจ้งไม่ยื่นเสนอเพราะใช้งบเกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้ จึงเหลือแค่ 4 รายคือบริษัท K-Water,ITD-Powerchina,Summit SUT และLoxey ซึ่งการพิจารณาเอกสารข้อเสนอนั้นมีสาระสำคัญ 3 ส่วนคือ แนวคิดในการทำงาน ร้อยละ 20 รายละเอียดทางเทคนิค ร้อยละ 60 และ ประสบการณ์ในการทำงาน ร้อยละ 20 ถ้าบริษัทมีคะแนนเกินร้อยละ 80 จะได้รับการพิจารณา แต่ถ้าบริษัทมีคะแนนไม่ถึงร้อยละ 80 จะถือว่าไม่ได้รับการพิจารณา ส่วนผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะมีการเรียกเข้ามาแจกแจงรายละเอียด แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะเรียกบริษัทในลำดับถัดไปขึ้นมาพิจารณา
"คณะกรรมการจะเชิญผู้ที่มีคะแนนสูงสุดที่คะแนนเกิน 80 มาเปิดซองราคาพร้อมเจรจาต่อรองราคาที่เหมาะสม ซึ่งถ้าสำเร็จ ก็จะเข้าสู่การทำสัญญาต่อไป แต่ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาผู้ที่มีคะแนนรองลง เพื่อเปิดซองราคาและเจรจาต่อรอง โดยย้ำว่าจะไม่มีการประกาศราคากลาง แต่จะใช้วิธีอ้างอิงราคาหลักเกณฑ์การประมูลแบบเดียวกับหน่วยงานราชการ แต่ถ้าเกิดกรณีที่ในแต่ละโมดูล ไม่มีกลุ่มบริษัทใดที่ผ่านเกณฑ์เลย แม้ผมไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ แต่ก็คิดว่าอาจมีการล้มโครงการหรือมีการกันเงินส่วนหนึ่งไว้ดำเนินการ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป"นายธงทอง กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการยื่นซองในวันนี้ ทำให้มีเพียง 4 กลุ่มบริษัทเท่านั้น ที่จะได้รับพิจารณา โดย 9 โมดูล มี 7 โมดูล ที่เป็นการแข่งขันของ 2 กลุ่มบริษัท หลังจากกลุ่มทีมไทยแลนด์ได้ถอนตัว คือ เค.วอเตอร์ กับ ITD-Power China ซึ่งโครงการที่ชิงดำกัน 2 บริษัท ได้แก่ โมดูล A1(อ่างเก็บน้ำ) A2(ผังเมืองและพื้นที่ปิดล้อม) A3(แก้มลิง) A4(ปรับปรุงลำน้ำ) A5(ฟลัดเวย์) B1(อ่างเก็บน้ำ) และB3 (ปรับปรุงลำน้ำ) ส่วนโมดูลอื่นๆนั้นเป็นการชิงของกลุ่มบริษัท3ราย
ทั้งนี้ กบอ.ได้แต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาโครงการอย่างละเอียด 3 ชุด ดังนี้ 1.อนุกรรมการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค ที่มีนายอภิชาต อนุกูลอำไพ กรรมการ กบอ. เป็นประธาน โดยเบื้องต้นได้จัดเตรียมคณะทำงานในชุดนี้ไว้กว่า 50 คน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ มีนายกมล สุขสมบูรณ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดคุณสมบัติของแต่ละบริษัท และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาร่างสัญญา ซึ่งมีอัยการสูงสุดเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดสัญญาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและประกาศผู้ชนะต่อไป
นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรักษาการเลขาธิการสำนักงานสบอช. กล่าวยืนยันไม่มีการล็อคสเปกบริษัทแน่นอน สื่อก็เห็นว่าอยู่ไม่สามารถล็อคได้ดังนั้นต้องอ่านทีโออาร์และสมุดปกเขียวแล้วจะเข้าใจ “ผมอยากรู้เหมือนกันถ้าล็อคได้มาสอนผมหน่อยว่าล็อคยังไง” อย่างไรก็ตามบริษัทที่ยื่นซองเข้ามาแสดงว่ามั่นใจว่าโครงการที่ทำจะอยู่ในวงเงินที่เขารับได้ และโอกาสที่เราจะต่อรองให้ราคาถูกกว่าเดิมก็มีเพราะมีการเปิดช่องไว้ ไม่ใช่ว่าเสนอตามราคาที่ตั้งเข้ามา เราก็ต้องดูในส่วนของเทคนิคด้วย จาก 5หมื่นล้านบาท ก็อาจจะต่อให้เหลือ 4.8หมื่นล้าน ถ้าไม่ได้ก็เป็นสิทธิ์ของคณะกรรมการที่จะพิจารณาบริษัทอื่นที่ได้คะแนนรองลงมาและได้คะแนนเกิน 80
นายสุพจน์ กล่าวอีกว่า ข้อห่วงใยเรื่องของการศาลปกครองไม่มีแล้ว รู้สึกโล่งเพราะถ้าอ่านสมุดปกเขียวแล้วจะเข้าใจว่าทุกอย่างจะมีการทำหมด ทั้งเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ตอนนี้จะทำได้อย่างไรเพราะตอนนี้ยังไม่รู้พื้นที่เลยเพราะทีโออาร์ระบุแค่ว่าอยู่ตำบลอะไร อำเภออะไร เขื่อนสูงเท่าไร ขอบเขตน้ำแค่ไหน และที่สำคัญยังไม่รู้เลยว่าบริษัทไหนจะได้ทำ
ส่วนที่มาของเงินจะกู้จะธนาคารอะไรนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า ก็อาจจะกู้จากสถาบันการเมือง อาทิ ธนาคารออมสิน หรือธนาคารอื่น แต่ยืนยันว่าทุกอย่างฟรีทั้งหมด เหมือนเปิดโอดีไว้แต่ไม่เสียดอกเบี้ย ค่าธรารมเนียมก็ไม่เสียเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยยกเว้นให้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสำนักบริหารหนี้ กระทรวงการคลังจะดำเนินการว่าจะกู้จากไหน
"อยู่ดีดีก็มีเงินกู้มารอไว้ 3แสนล้านบาท พอเดือนกรกฎาคมเริ่มเซ็นสัญญาแล้วต้องใช้เงิน 5,000 ล้าน ก็ถอนออกมา จะใช้อีกหมื่นล้านก็ถอนออกมา ไม่ใช่ว่ากู้มา3แสนล้านแล้วจะเสียดอกเบี้ยปีละ 1หมื่นล้านบาท ยืนยันว่าไม่มี"นายสุพจน์ กล่าว
ส่วนประเด็นเรื่องการเวนคืนที่ดิน เลขาสบอช. อธิบายโดยยกตัวอย่างว่า สมมติว่าที่ดินเอกชนอยู่10ไร่ ซึ่งฟลัดเวย์จะต้องผ่านที่ดินนี้ ก็จะให้ผู้รับเหมาเพื่อเจรจาซื้อที่โดยทราบราคากลางก่อน ซึ่งอาจจะไร่ละ 3หมื่นบาท ถ้าชาวบ้านจะโก่งราคา ผู้รับเหมาจะทำหนังสือถึงกบอ. กบอ.ก็จะทำเรื่องไปยังครม.เพื่อออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินโดยยึดราคาประเมินที่เป็นราคากลาง ดังนั้นจะไม่มีการโกงได้ และการจ่ายเงินค่าเวนคืนราชการก็จะเป็นผู้จ่ายเงินให้
สำหรับข้อห่วงใยในเรื่องของการทิ้งงานของเอกชนนั้น เลขาสบอช. กล่าวอีกว่า ในทีโออาร์จะมีการระบุว่าเอกชนต้องจ่ายค่าประกันก่อน 5% ของวงเงินโครงการ ถ้าคุณทิ้งงานก็จะยึดหมด สมมติว่าวงเงินก่อสร้าง 1.4หมื่นล้านบาท ก็จะต้องประกันก่อน 5% ซึ่งมีการจ่ายเป็นเช็คมาหมดแล้ว และจะจ่ายค่าประกันคืนเอกชนก็เมื่อเขาสร้างโครงการเสร็จทั้งหมดแล้ว ส่วนที่กลัวว่าจะซ้ำรอยโฮปเวลหรือไม่ก็ยืนยันว่าจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนเพราะทุกอย่างพร้อม แต่หากเกิดความล่าช้าในการก่อสร้างก็จะมีการคิดค่าปรับเป็นรายวันจำนวน 0.01% ของช่วงออกแบบ และ0.05%ของช่วงก่อสร้าง โดยคิดจากวงเงินที่ตกลงทำสัญญา สมมติว่าเซ็นสัญญา 1หมื่นล้าน ก็จะถูกปรับ 500 ล้านบาทต่อวันหากเกิดความล่าช้าในการก่อสร้าง






