วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เด็กพิเศษ ฝึกธรรม

เปลี่ยนเด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้ ให้ทุกคนในครอบครัวและโลกที่หมุนรอบตัวเธอ ได้ศึกษาความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

เด็กนั้นบริสุทธิ์เปรียบเสมือนผ้าขาว แล้วแต่ใครจะแต้มสีเติมใส่อะไรให้เขา นี่คือความจริงเหมือนกันทั้งโลก และสิ่งที่เป็นสากลคือ ความคาดหวังความรักจากคนอื่น และส่งมอบความรักนั้นให้คนรอบตัวแต่โชคชะตากลับทำให้เด็กแต่ละคนเกิดมาต่างกัน บางคนก็มีภาวะพิเศษ ซึ่งสังคมจำกัดความไม่ตรงกัน
เด็กพิเศษ ฝึกได้


อุไรวรรณ เจริญถาวรพาณิช แม่ป๋วยของน้องปอปอ ผู้พี่ซึ่งเป็นเด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้ (Learning Disabilities; L.D.) และปันปัน ผู้น้องเด็กปกติ เปิดใจว่า คำจำกัดความไม่ได้ทำให้เด็กรู้สึก แต่คนเป็นพ่อแม่และรอบตัวเด็กอาจวางตัวลำบาก จริงๆแล้วการคิดคำขึ้นมา ก็เพื่อแยกแยะกลุ่มเด็กสำหรับแพทย์หรือนักวิชาการใช้เรียกและกำหนดวิธีการรักษาที่ถูกต้องนั่นเอง ดังนั้นเราไม่อาจหาคำที่ถูกต้องที่สุดได้ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำมากกว่าสนใจนิยาม คือหันกลับมาสนใจตัวลูก ทำให้เขาเข้าใจตัวเอง ว่ามีลักษณะอย่างไร ให้เขารู้ว่ามีหน้าที่ต้องทำอะไร


“การดูแลต้องกระตุ้นให้ถูกวิธี เด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้ เขาจะเรียนรู้ช้าหน่อย แต่ฝึกได้ ที่น่าสนใจคือเขาอาจจะเข้าใจในบางเรื่องมากกว่า เช่นเรื่องที่ต้องใช้สุนทรียะหรือศิลปะ แต่ระบบการศึกษาไทยไปโฟกัสเรื่องอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเราก็ไม่เถียงว่ามันสำคัญจริงๆแต่ถ้าลูกเราไม่ปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ เรามาฝึกให้เขาเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคม อยู่อย่างเกื้อกูลพี่น้อง เพื่อน สังคมดีกว่า ไม่ใช่อ่านออกเสียงได้ แต่อยู่กับสังคมแล้วเป็นทุกข์”

แม่ป๋วย เล่าถึงวิธีการฝึกฝนลูกว่า ก่อนอื่นต้องชื่นชมในตัวเขา อย่างเหตุการณ์น้องปอปอสอบได้ที่ 2 จากอันดับสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาภูมิใจมาก พ่อแม่บางคนอาจไม่พอใจ เพราะคุ้นชินและยึดติดกับชื่อเสียงเกียรติยศ แต่สำหรับเด็กพิเศษ พ่อแม่ต้องรู้สึกว่าลูกสอบผ่านแล้วสำหรับตน ควรเติมพลังใจ และไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย

จากนั้นต้องใช้การปรับพฤติกรรมเข้าช่วย เช่น ให้ทำงานบ้านเพื่อลดพลังงานของลูก เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีพลังล้นเหลือ เนื่องจากเขาไม่ได้พุ่งเป้าหรือจดจ่อกับสิ่งหนึ่ง และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูก อย่างกรณีที่เด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้ มักจะอ่านหนังสือกระโดดข้ามบรรทัด พ่อแม่ก็ควรใช้เครื่องมือ ไม้บรรทัด เข้ามาช่วยให้ลูกอ่านได้ตรงบรรทัด


“ทุกคืน เราจะคุยกันว่าวันนี้ลูกทำอะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไรเพื่อให้เราได้รับรู้ความรู้สึกจริงๆของลูก แล้วย่อยบทเรียนให้ลูกแล้วพูดกัน ถ้าลูกเข้าใจเกิน 80% ของคนเป็นแม่ ถือว่าผ่านแล้ว อย่าไปคาดคั้นเขา และขอแนะนำหนังสือนิทานภาพ หรือนิทานที่ไม่มีตัวหนังสือเยอะนัก ซึ่งตอนนี้ปอปออ่านหนังสือการ์ตูนได้คล่องมากแล้ว ขณะเดียวกันพ่อแม่ต้องไม่คาดหวังเรื่องผลการสอบกับลูกด้วย” อุไรวรรณ กล่าวและว่านอกจากนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องไม่ลืมสิ่งที่โดดเด่น เด็กกลุ่มนี้จะเก่งกิจกรรมที่ใช้ฐานกาย หรือ Learning by Doing ฝึกฝนสมองผ่านการลงมือทำ พ่อแม่ก็ควรคัดกรองและสนับสนุนกิจกรรมที่เหมาะสมกับเขา เลือกจากสิ่งที่เขาสนใจ ก็จะทำให้เขาเข้าใจได้ดี ซึ่งตัวแม่ป๋วยเองเลือกเลี้ยงลูกตามพิพิธภัณฑ์ ส่งผลให้น้องปอปอเชี่ยวชาญเรื่องการบันทึกภาพและเขียนแผงผังได้ดี

ธรรมะ เปลี่ยนชีวิต


แต่สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แม่ป๋วยบอกว่า ต้องเร้ากุศลจิตลูก ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นสิ่งดี ทำตัวเองให้ชัดเจน อยากให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ทำให้ลูกเห็นอย่างนั้น มีความสุขให้ลูกเห็น ทำดีให้ลูกดูและแล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ หลังจากผู้เป็นแม่นำธรรมะมาสอนใจลูก บ้างใช้การเปิดเพลงนิทานธรรมให้ฟัง บวกกับบังเอิญเดินผ่านคนปลงผมบวช น้องปอปอเดินมาบอกว่า จะขอบวช แต่ตอนนั้นคุณพ่อไม่ยอม การปฏิบัติที่แสดงความมุ่งมั่นก็บังเกิด น้องปอปอนั่งสมาธิรับฟังคำโต้แย้งของผู้เป็นพ่ออย่างสงบ


“พ่อห้ามปอปอไม่ได้ เลยมาบอกให้เราไปคุยกับลูก ลูกบอกว่าอยากบวชให้พ่อแม่ขึ้นสวรรค์ เพราะพ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน เราก็คิดว่าลูกอยากพ้นทุกข์ เราก็เลยต้องปล่อยให้เขาไปบวชที่อินเดียกับเสถียรธรรมสถาน ขณะนั้นอายุ 7 ขวบ ไม่มีคนในบ้านไปด้วย เขาก็อยู่ได้และได้อะไรกลับมาเยอะมาก”


น้องปอปอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เขามีสมาธิมากขึ้น และสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่ฉุกเฉินและซับซ้อนได้ดีกว่าผู้ใหญ่เสียอีก เช่นเรื่องตู้แตก คุณแม่ต้องพาคุณพ่อไปสงบใจ ทิ้งให้ผู้พี่ปลอบใจผู้น้องที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายเพียงลำพัง แล้วปอปอก็พูดขึ้นว่า “น้องเคยเห็นอะไรในโลกนี้ไม่พังหรือ” สิ่งนี้แสดงวาทะการพูดของลูกที่ลึกซึ้งเกินวัย


หรือขณะใช้ชีวิตประจำวัน ธรรมะก็จะถูกสอดแทรกเข้ามาเสมอ อย่างเรื่องยานพาหนะ วันหนึ่งน้องปันปันเห็นรถใหม่ผ่านไปหลายคันก็หันมาถามแม่ว่าทำไมแม่ใช้รถเก่า ไม่ยอมเปลี่ยน แม่ป๋วยกำลังจะตอบ แต่ปอปอขอไขข้อข้องใจนั้นกับน้องเอง “ของไม่จำเป็นต้องมียี่ห้อ แค่สะอาดและมาจากเงินบริสุทธิ์ก็พอแล้ว”


แม่ป๋วยกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กทุกคนล้วนมีความพร้อมเป็นอริยะทั้งนั้น ลูกจะฉายความเป็นอัจฉริยะออกมาทุกวัน เราต้องสนใจในตัวตนของเขาและพร้อมที่จะพัฒนาทั้งเขาและเราไปด้วยกัน