ตอนนี้ใครๆก็พูดถึงกระแส Green
อาหารก็เช่นกัน คุณค่าของวัตถุดิบสีเขียวดีต่อร่างกาย หลังจากรับประทานเมนูเนื้อสัตว์ ก็ถึงเวลาล้างท้องด้วยผัก
หลังจากรับประทานเมนูเนื้อสัตว์ (บุฟเฟ่ซะส่วนใหญ่) ไปเต็มคราบตลอดสัปดาห์ ก็ถึงเวลาล้างท้องด้วยผักนานาชนิดกันบ้าง นึกถึงเมนูสลัดก่อนเลย แต่แล้วก็รู้สึกเบื่อผักไฮโดรโปรนิกส์ หรือผักน้ำ หรือบรรดาผักสลัดที่คุ้นเคย ต้องลองออเดอร์ของใหม่ๆ ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักบ้าง อ๊ะ... “สลัดอะโวคาโด” นั่นไง สั่งมาลองชิมดีกว่า
อะโวคาโด รับประทานได้แต่ผลสุก มีรสหวานและมัน มักจะกินเป็นผลไม้สด หรือกินกับไอศกรีม น้ำตาล นมข้นหวาน สลัด เค้ก ก็แล้วแต่จะสร้างสรรค์เมนูกันไป
แต่ละชาติก็มีวิธีการรับประทานอะโวคาโดแตกต่างกัน เช่น ชาวเม็กซิโกใช้เนื้ออะโวคาโดปรุงอาหารแทนเนย และนำมาสกัดน้ำมันทำเครื่องสำอาง ส่วนในอาเซียน อย่างพม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดียใต้ และ บราซิล นิยมกินอะโวคาโดกับนม จะเติมน้ำตาล หรือน้ำ บางครั้งราดด้วยช็อกโกแลต ปั่นรวมกันเป็น สมูทตี้อะโวคาโด หรือทำเป็นไอศกรีมเนื้ออะโวคาโดก็ได้
ส่วนบ้านเรา บางบ้านอาจนำมาจิ้มน้ำพริกแทนผัก ทำสลัด ไอศกรีม ซูชิ อะโวคาโด-ลอดช่องน้ำกะทิ หรือทาขนมปังแทนเนย รับประทานกับน้ำตาล เป็นต้น
เชฟปัญญา พืชทองหลาง ไดเร็คเตอร์เชฟร้านอาหารญี่ปุ่น Fuji เผยว่า สูตรเด็ดเคล็ดลับ คือการเลือกอะโวคาโดสุกที่มีเปลือกสีคล้ำมาก เนื่องจากจะได้ความนุ่มของเนื้ออะโวคาโดพอดิบพอดี และเวลาปอกและหั่นอะโวคาโดจะง่ายขึ้น และสวยงามด้วย แต่ถ้าเผอิญไปหยิบลูกที่ยังไม่สุกมา คือยังมีสีเขียวมากอยู่ ขอแนะนำให้ใช้กรรมวิธีทอด แต่ห้ามกินดิบ เพราะมีแทนนินทำให้ขม กินมากจะปวดศีรษะได้
คณะผู้วิจัย “อะโวคาโด อาหารเพื่อสุขภาพ” จากสถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายข้อดีของอะโวคาโดว่า เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีใยอาหารสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย
มันเต็มไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จึงช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ทั้งยังใช้ลดน้ำหนักได้ดี เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยเบาหวานร้องเฮ สามารถบริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้
ส่วนน้ำมันอะโวคาโด (Avocado oil) เป็นน้ำมันสกัดจากเนื้อของผลอะโวคาโด ซึมซาบเร็ว อุดมด้วยวิตามินอี กรดไขมัน ใช้นวดศีรษะเร่งการงอกของผม หากนำมาปรุงอาหารก็มีส่วนช่วยให้วิตามิน และสารอาหารที่ละลายในไขมันสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ง่าย
อะโวคาโดมีวิตามินสูง ทั้งวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งแร่ธาตุ และสารอาหารมากมายอย่างโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อ
หลังจากลิ้มลองสลัดอะโวคาโดไปสองสามคำก็รู้สึกเลี่ยนนิดๆ อาจเพราะไม่คุ้นชินปากเท่าไร เลยสั่งเมนูปลาดิบ (ซาซิมิ) มาเรียกน้ำย่อย และหวังให้ผงวาซาบิ และใบชิโสะ ผักที่ตอนแรกคิดว่าแค่ประดับจาน แต่เชฟปัญญาชี้ชวนให้กัดสักคำสิครับ ดีต่อสุขภาพ
ว่าแล้วสองสหายก็ผนึกกำลังมาช่วยสร้างสีสันและความจี๊ดจ๊าดให้ชีวิตได้จริงๆ
แม้ไม่ใช่สาวกอาหารญี่ปุ่น แต่เราก็รู้จัก วาซาบิ กันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะฤทธิ์เดชของมัน กลิ่นฉุนของวาซาบิจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลได้ทุกชนิด
สารที่อยู่ในวาซาบิเมื่อฝนเป็นแป้งกระทบกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเป็นทั้งกลิ่นฉุนและให้รสรุนแรง ข้อดีของสารตัวนี้จะกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ขับน้ำลายออกมา ช่วยย่อยอาหารแถมวาซาบิยังอุดมด้วยวิตามินซี มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด และยังกำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลาได้ ในระบบทางเดินอาหารช่วยต่อต้านสารก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร และป้องกันเส้นเลือดอุดตัน มีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ในขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นในการสร้างภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ที่เริ่มผิดปกติด้วย
ส่วน ใบชิโสะ (Shiso) หรือใบโอบะ หลายคนนึกภาพไม่ออก อยากให้ลองจินตนาการใบชะพลูบ้านเรา แต่เพิ่มหนามเล็กๆไว้รอบใบ มันมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว และให้รสชาติเหมือนใบมิ้นต์
ใบชิโสะมักถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร หรือใช้ประดับในจานอาหารประเภทปลาดิบ มันมีคุณค่าทางโภชนาการ อาทิ วิตามินเอ บี ซี และกลิ่นเฉพาะนี้เองที่ช่วยดับคาวของอาหารทะเลได้ แถมยังช่วยลดแบคทีเรียและคงความสดให้กับอาหารได้เป็นอย่างดี ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบ บ้างนำไปใช้แต่งกลิ่นอาหารแต่สรรพคุณเหลือเชื่อ คือมันช่วยเรื่องความงามด้วย โดยเฉพาะลดริ้วรอยบนใบหน้า และยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว ลดอาการอักเสบ และป้องกันอาการแพ้ต่างๆได้ และช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณและเส้นผมด้วย
ออกจากร้านอาหารญี่ปุ่นคราวนี้ อิ่มหมีพีมันกับเมนูอาหารจาน “เขียว” ซะจริงๆ








